| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง ซาบซึ้งที่ได้เป็นศิษย์หลวงพ่อจรัญ โดย เรือโทหญิง ฉัตรกมล สว่างเนตร | ||
หลวงพ่อจรัญ ท่านกรุณาสละเวลามาอบรมสั่งสอนและชี้แนะถึงวิธีการปฏิบัติวัปัสสนากรรมฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ในช่วงกลางคืนหลายครั้ง ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในธรรมเทศนาของท่านมาก เพราะอุดมไปด้วยความลุ่มลึก แต่อธิบายได้อย่างแจ่มแจ้งเข้าใจง่าย มีการแทรกคติคำกลอนสอนใจอย่างไพเราะ และยังแฝงไปด้วยความสนุกสนาน แม้ระยะเวลาที่ท่านเทศน์จะยาวนานกว่า ๒ ชั่วโมง แต่ข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่น ๆ ต่างตั้งใจฟังอย่างไม่รู้สึกเบื่อหรือง่วง หลวงพ่อมีงานมาก เวลาพักผ่อนของท่านจึงมีน้อย ทำให้สุขภาพของท่านไม่ดีเท่าที่ควร หลายครั้งที่ข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อมีอาการอาพาธและอ่อนเพลีย แต่ท่านก็ยังคงปฏิบัติกิจในการโปรดญาติโยมโดยไม่ปริปากบ่น ความรู้สึกเลื่อมใสของข้าพเจ้าที่มีต่อหลวงพ่อ จรัญ “พุทธบุตร” ผู้เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลต่อชาวโลกตามรอยบาทพระศาสดาจึงมีมาตั้งแต่นั้น | |||
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฏแห่งกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฏแห่งกรรม แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
เรื่อง ซาบซึ้งที่ได้เป็นศิษย์หลวงพ่อจรัญ
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
เรื่อง ประสบการณ์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดอัมพวัน
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง ประสบการณ์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดอัมพวัน โดย สว่างจิต ศรีระษา | |||
ช่วงปลายปี ๒๕๓๖ เพื่อนของดิฉันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เล่าเรื่องราวถึงวัดอัมพวันให้ฟังอีก และด้วยความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ จึงเดินทางไปวัดอัมพวันในเวลาต่อมา การฝึกฝนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน ได้ให้ประสบการณ์แก่ตัวเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง | ||||
วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553
เรื่องวีโก้ บรูน (Viggo Brune)
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่องวีโก้ บรูน (Viggo Brune) โดย พระธีรวัฒน์ ฐานุตฺตโร | ||
พระราชสุทธิญาณมงคล : เป็นไงวีโก้ สภาพวัดเดี๋ยวนี้ เปลี่ยนไปเยอะไหม? วีโก้ : เปลี่ยนไปเยอะมากเลยครับหลวงพ่อ | |||
เรื่อง คนเข้าถึงธรรมหายจากโรคได้
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง คนเข้าถึงธรรมหายจากโรคได้ พระราชสุทธิญาณมงคล ๘ พฤษภาคม ๓๗ โดย กุศล นามแก้ว | ||
เขาสวดมนต์เจริญ กุศลภาวนาอยู่ ๙ เดือน ขณะนี้โรคหายไป ๙๐% แล้ว ยังเหลืออีก ๑๐% จึงจะเป็นปกติ หมอบอกหายได้อย่างไร มีแต่จะตายเท่านั้น | |||
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สวดพระพุทธคุณช่วยให้ได้ของคืน
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง สวดพระพุทธคุณช่วยให้ได้ของคืน
โดย ดวงกมล จันทรางศุ
ดิฉันได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการสวดมนต์บทสวดมนต์ถวายพรพระ (พาหุงมหากาฯ) ดังนี้คือ เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ดิฉันบังเอิญทำล็อกเกตหยกล้อมเพชร ซึ่งติดอยู่กับเข็มกลัดเพชรหายไป และจำได้ว่าหลังจากที่ดิฉันได้ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ใส่ไว้ในซองพลาสติก เมื่อจะนำมาใช้อีกครั้งก็หาไม่พบ นึกไม่ออกว่าได้เอาไปเก็บไว้ที่ไหน
อ่านต่อ..
โดย ดวงกมล จันทรางศุ
ดิฉันได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการสวดมนต์บทสวดมนต์ถวายพรพระ (พาหุงมหากาฯ) ดังนี้คือ เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ดิฉันบังเอิญทำล็อกเกตหยกล้อมเพชร ซึ่งติดอยู่กับเข็มกลัดเพชรหายไป และจำได้ว่าหลังจากที่ดิฉันได้ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ใส่ไว้ในซองพลาสติก เมื่อจะนำมาใช้อีกครั้งก็หาไม่พบ นึกไม่ออกว่าได้เอาไปเก็บไว้ที่ไหน
อ่านต่อ..
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากการสวดมนต์ บทพระพุทธคุณ
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากการสวดมนต์ บทพระพุทธคุณ โดย ศิริอาภา เจติกานนท์ | |||
จนอยู่มาวันหนึ่ง ดิฉันได้พบหนังสือกฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๔ ของหลวงพ่อวางอยู่บนโต๊ะห้องสมุดของโรงเรียน ดิฉันจึงได้หยิบติดมือมาอ่านที่บ้าน รู้สึกประทับใจในคำสั่งสอนของหลวงพ่อเป็นอย่างมาก ทำให้อยากจะไปกราบหลวงพ่อและไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน ดิฉันจึงเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่อ่านในหนังสือให้สามีฟัง และชวนให้ไปปฏิบัติกรรมฐานด้วยกัน สามีของดิฉันก็ทักท้วงว่าอย่าใจร้อน ต้องไปถามคนที่เขาเคยไปมาก่อนว่าดีจริงหรือไม่ และวัดอยู่ตรงไหนเราก็ไม่รู้จัก ดิฉันจึงต้องไปเปิดหนังสืออ่านรายชื่อผู้เขียน คือคุณพี่ทัศนีย์ ตระกูลพัว ซึ่งมีที่อยู่ใกล้ดิฉันที่สุด ดิฉันและสามีใช้ความพยายามตามหาบ้านของคุณพี่ทัศนีย์จนพบ ได้พูดคุยกับพี่เขาถึงจุดประสงค์ของดิฉันที่มีต่อวัดอัมพวันและหลวงพ่อ ซึ่งคุณพี่ก็ได้ให้ความกระจ่างในทุกเรื่อง และเมื่อโรงเรียนปิดภาคเรียน สามีดิฉันก็ลาพักร้อน เราทั้งสองคนจึงได้มาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวันด้วยกัน | ||||
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง บารมีหลวงพ่อ พระราชสุทธิญาณมงคลแห่งวัดอัมพวัน
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง บารมีหลวงพ่อ พระราชสุทธิญาณมงคลแห่งวัดอัมพวัน โดย นางกอบกูล ทองไชย | ||
| |||
เรื่อง เมื่อรู้ว่าจะตาย
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง เมื่อรู้ว่าจะตาย โดย พรสมบัติ ปัทมากรโกมล | ||
| |||
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง ตาเคลิ้ม
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง ตาเคลิ้ม โดย พระราชสุทธิญาณมงคล | ||
| |||
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง พลังจิตจากหลวงพ่อจรัญช่วยดิฉัน
| :: ภาคกฏแห่งกรรม :: | เรื่อง พลังจิตจากหลวงพ่อจรัญช่วยดิฉัน โดย อาภาพร สุธัญญาธนะกิจ | |||
ดังนั้น เมื่อดิฉันมีเรื่องที่แก้ปัญหาเองไม่ได้ จึงได้ขอให้พันเอกสรรเพชร พานิช เป็นผู้พาดิฉันไปพบกับหลวงพ่อจรัญ เพื่อเรียนปรึกษาเรื่องนายไพบูลย์ สุธัญ-ญาธนากิจ ซึ่งเป็นลูกชายของดิฉัน และเพิ่งจะได้เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๒ ที่ผ่านมา ได้ขออนุญาตลากิจเป็นเวลา ๕ วัน เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวที่จังหวัดมุกดาหาร ตามกำหนด พลทหารไพบูลย์ สุธัญญาธนะกิจ จะต้องกลับภายในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๓๓ แต่กลับกลายเป็นหนีราชการเพราะไม่กลับมาตามกำหนดที่ลากิจไว้ ทางดิฉันจึงได้มาปรึกษากับพันเอกสรรเพชญ พานิช ว่าจะทำอย่างไร พันเอกสรรเพชญได้ไปขออนุญาตลาแทนพลทหารไพบูลย์ ต่ออีก ๑๐ วัน อ้างว่า เนื่องจากบุตรสาวของพลทหารไพบูลย์ ไม่สบายและกลับมาไม่ได้ อยู่ต่างจังหวัด แจ้งให้ผู้บังคับกองร้อยทราบ แต่เมื่อครบกำหนดพลทหารไพบูลย์ก็ยังไม่มา ดิฉันก็ร้อนใจ จึงได้ไปปรึกษาหลวงพ่อจรัญ เพื่อหาหนทางแก้ไข หลวงพ่อจรัญได้ตรวจพิจารณาแล้ว ท่านได้กล่าวว่าไม่เป็นไร จะแผ่เมตตาให้ และหลังจากที่ท่านได้กรุณารับปากแล้ว เวลาผ่านไป ๖ วัน พลทหารไพบูลย์ ก็โทรศัพท์มาหาพันเอกสรรเพชญ พานิช ที่บ้าและได้เล่าเหตุการณ์ว่า | ||||
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง การได้พบพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง การได้พบพระเดชพระคุณ
หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
โดย บุญเติม อินทฤทธิ์
พระสมุห์ธีรชาติ ภทฺทโก เจ้าอาวาสวัดดงบ้านกร่าง หมูที่ ๗ ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้จัดงานทำบุญครบรอบ ๕๐ ปี กระผมและภรรยาได้เดินทางไปร่วมงานนี้กับท่านด้วยในงานนี้มีการสวดพระพุทธ มนต์ฉลอง ถวายภัตตาหารเพลพระภิกษุสงฆ์ และมีธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ เรื่อง ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน โดยพระราชสุทธิญาณมงคล
เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลเสร็จ ญาติโยมรับประทานอาหารเสร็จ จึงเริ่มทำพิธีอาราธนาธรรม เพื่อแสดงพระธรรมเทศนา กระผมได้พิจารณาอิริยาบถของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ (ซึ่งตอนนั้นกระผมยังไม่รู้จักท่าน) ในขณะที่ท่านเดินขึ้นธรรมาสน์เพื่อแสดงธรรม ท่านเดินสง่าผ่าเผย สำรวมเงียบ ใบหน้าของหลวงพ่ออิ่มใส ผิดกว่าพระสงฆ์ทั่วไป เมื่อท่านเดินขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์เรียบร้อยแล้ว กระผมก็เข้าไปกราบท่านที่หน้าธรรมาสน์ ๓ ครั้ง กราบเรียนท่านว่า "หลวงพ่อครับ กระผมขออนุญาตถ่ายภาพหลวงพ่อไว้เป็นที่ระลึกในงานนี้ได้ไหมครับ" พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ถามกระผมว่า "โยมมาจากไหน" กระผมเรียนตอบท่านว่า "กระผมเดินทางมาจากอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีครับ" พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ตอบกระผมว่า "ถ้าอย่างนั้นก็เชิญ" พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ขยับกายเล็กน้อยแล้วสำรวมให้กระผมถ่ายภาพที่ได้แนบมานี้
กระผม ได้ยกมือไหว้ ๑ ครั้งก่อนถ่ายภาพ แล้วถ่ายภาพไปสองภาพ หลังจากถ่ายภาพแล้วกระผมกราบท่านอีก ๓ ครั้ง จากนั้นก็รับศีล ฟังธรรมจนกระทั่งจบกระผมและภรรยาต่างชำเลืองดูซึ่งกันและกัน เพื่อแสดงให้รู้ว่าเราทั้งสองจงตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพอย่างสมบูรณ์ เพราะพระที่แสดงธรรมองค์นี้มิใช่พระสงฆ์ธรรมดาทั่วไปแน่นอน ซึ่งดูได้จากอิริยาบถของท่าน
การ แสดงธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ในเรื่องทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน ท่านได้ใช้ถ้อยคำ สำนวน ให้ฟังง่าย เข้าใจง่าย เพลิดเพลินในการฟัง และคิดตามไปอย่างมีเหตุผล เมื่อฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว สามารถถามตัวเองได้เลยว่า การกระทำของตนเองที่ผ่านมานั้นไดทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลานหรือไม่ ในส่วนที่ทำดีทำถูกแล้วจะรู้สึกปลื้มใจ และดีใจในการกระทำของตนเอง แต่ในส่วนที่ยังไม่ถูกจะฟังคำสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนำไปปรับปรุงตน เองให้ดีขึ้นต่อไป
หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แสดงพระธรรมเทศนาจบ ให้พรจบ พระสมุห์ธีรชาติได้เข้าประเคนเครื่องบูชาพระธรรม พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้รับประเคนเครื่องบูชาธรรมทั้งหมด แล้วท่านได้เลือกเก็บไว้เฉพาะดอกไม้ ธูปเทียน ส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เป็นปัจจัย และบริขารต่าง ๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มอบคืนให้แก่พระสมุห์ธีรชาติทั้งหมด
ส่วนพระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ก็เช่นกัน ท่านได้รับไปเฉพาะ ดอกไม้ ธูปเทียน และผ้าไตร ส่วนปัจจัยท่านได้ถวายคือพระสมุห์ธีรชาติทั้งหมด กระผมและภรรยาเห็นภาพตอนนี้แล้ว เกิดอาการปลื้มปีติในพระสงฆ์ที่พบเห็นถึงกับน้ำตาไหล ซึ่งภาพเหตุการณ์อย่างนี้จะหาได้ไม่ง่ายนัก แม้แต่ขณะที่กระผมเขียนบันทึกมาถึงตอนนี้ ยังเกิดอาการปลื้มปีติมีน้ำตาไหลออกมาเหมือนเมื่อครั้งนั้นเช่นกัน
เมื่อกระผมกลับชะอำ ได้นำฟิล์มไปล้างอัดภาพภาพถ่ายในม้วนนี้ทั้งหมดได้ ๓๕ ภาพ มีภาพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญคมชัดที่สุด และมีสง่าราศี กระผมจึงนำภาพนี้ไปขยายขนาด ๑๔ นิ้วอีก ๑ ภาพ นำมาใส่กรอบติดไว้ที่ห้องพระที่บ้าน
ต่อ มาอีกประมาณ ๑ เดือนเศษ ภรรยาของพระผมได้มาบอกว่า มีหนังสือออกใหม่ได้นำรูปพระองค์ที่ไปถ่ายมาจากกวัดดงบ้านกร่างเป็นภาพปก หนังสือ กระผมจึงไปซื้อมา ๑ เล่ม อ่านกันทั้งครอบครัว จึงรู้ว่าพระสงฆ์ที่แสดงธรรมที่วัดดงบ้านกร่างนี้ไม่ใช่พระสงฆ์ธรรมดาทั่วไป อย่างที่คิดไว้ตั้งแต่ต้นจริง จึงเกิดศรัทธาต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างแรงกล้า และได้อธิษฐานพร้อมกับภรรยาว่า หากเป็นบุญของข้าพเจ้าขอให้ได้พบกับหลวงพ่อโดยเร็วพลันเทอญฯ
หลังจากบุตรชายของกระผมได้เสียชีวิตไปหนึ่งคนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ กระผมและภรรยาเสียใจเป็นที่สุด ได้เร่งทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุตรทุกวันพระ ก็ไม่หายโศกเศร้า หายทุกข์ ได้ทอดผ้าป่า ๑ กอง ที่วัดดงบ้านกร่าง ก็ยังไม่หายทุกข์ใจ ร่วมทำบุญวางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถของวัดหลังเขา ก็ยังไม่สามารถคลายทุกข์ที่คิดถึงบุตรได้เลย กระผมและภรรยาจึงเดินทางกลับชะอำ ก่อนรถของกระผมจะออกจากวัด กระผมได้กล่าววาจาว่า กุศลวันนี้ขอให้ถึงบิดามารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน และขอให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์ หมดทุกข์ ด้วยเถิด ขอให้พบแสงสว่างแห่งชีวิตด้วยเถิด วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ในขณะที่รถจะผ่านหน้าวัดอัมพวัน ภรรยาของกระผมได้พูดว่า "พี่ขับรถเข้าวัดก่อนเถอะ เผื่อว่าจะได้พบหลวงพ่อ"
โอกาสบัดนี้ อาตมาภาพจะแสดงพระธรรมเทศนา ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณาทานอุทิศถวายแด่พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ท่านได้มรณภาพไปสู่สัมปรายภพ ปรารภ ๖ ปีในปีนี้แล้ว คณะญาติ ศิษยานุศิษย์มี ท่านอาจารย์มหาสุภาพ เขมรํสี พระมหาบุญชิต ญาณวีโร พร้อมทั้งคณะ อุบาสก อุบาสิกา ถือว่างานนี้เป็นงานอุทิศถวายแด่พระเดชพระคุณ ครูบาอาจารย์ที่เคารพสักการะอย่างสูง ในวันนี้ ท่านสาธุชนศิษยานุศิษย์ทั้งหลายโปรดสำนึกสมัญญาในการบูชาคุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ที่ว่า
ขณะนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อกำลังสนทนากับผู้เข้าพบหลายท่าน กระผมและภรรยาจึงเข้าไปกราบท่าน พอกราบเสร็จ ท่านได้เมตตาถามว่า "มีธุระอะไรหรือ?" กระผมตอบว่า "กระผมไม่มีธุระอะไรมากหรอกครับ อยากจะกราบเรียนถามว่า ตั้งแต่บุตรชายของกระผมเสียชีวิตไปหนึ่งคน กระผมและภรรยาเสียใจเป็นที่สุด มีทุกข์ ตรอมใจเหลือเกิน ทำบุญมาแล้วพอสมควร เช่น ถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า ร่วมทอดผ้าพระกฐิน ก็ไม่หายทุกข์ จะทำอย่างไรจึงจะหมดทุกข์ได้ครับ" พอกระผมพูดจบน้ำตาก็หลั่งออกมาทั้งภรรยาของผมก็ร้องไห้เหมือนกัน
พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้นั่งสงบอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงพูดเรื่องกรรมและกฎแห่งกรรม เรื่องการสิ้นอายุขัย ท่านได้แนะนำว่า การจะให้หมดทุกข์ พ้นทุกข์ จะต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านถามกระผมว่าเคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาบ้างไหม กระผมตอบว่าไม่เคยครับ จะเรียนไหม กระผมตอบว่า เรียนครับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อนิ่งอยู่นิดหนึ่ง แล้วเรียกชายผู้หนึ่งให้ไปเชิญแม่ชีซูง้อมาพบ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สั่งแม่ชีซูง้อว่า "ช่วยสอนวิปัสสนากรรมฐานให้สองสามีภรรยาคู่นี้ในคืนนี้ด้วย" กระผมและภรรยาได้มาปฏิบัติกรรมฐานตามที่แม่ชีซูง้อสอน จนถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. และได้ลากลับชะอำ ในเช้าวันนั้น
ตั้งแต่ นั้นมา กระผมและภรรยาได้มาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวันอีกหลายครั้ง และยังได้พาคุณแม่ น้องสาว บุตรชาย และหลาน อีกหลายคนได้มาเรียนวิปัสสนากรรมฐานจากวัดอัมพวัน ไม่ว่าจะเป็นวันที่ ๑๕ สิงหาคม, ๑๔ ตุลาคม หรือวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กระผมและครอบครัวจะมากันทุกครั้งโดยเฉพาะบุตรชายของกระผม วัย ๒๐ ปี เขาพูดว่าเขาเคารพพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ครูทุกท่านที่สอน และแม่อุบาสิกาสุ่ม ที่ได้เมตตาสอนคาถาให้ท่องบ่น จนสามารถได้เล่าเรียนจบสำเร็จตามความประสงค์ได้เพราะบารมีคุ้มครองเป็นแน่ แท้ ส่วนกระผมและภรรยาตั้งแต่กลับมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นครั้งที่สองที่ วัดอัมพวัน ความทุกข์ทั้งหลายที่เคยมีอยู่หายไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นตามจริงที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาแนะนำไว้ในตอนแรกทุกประการ จากบันทึกฉบับนี้ นอกจากจะบอกถึงที่มาของการที่ได้พบพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้ว ยังสามารถยืนยันได้ว่า กุศลอันใด ไม่ประเสริฐเท่าการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน การจะปลดเปลื้องทุกข์ได้ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
การที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตา พร่ำสอนทุกท่านที่ เข้ามาในวัดอัมพวัน ก็เพื่อให้ทุกท่านได้พ้นจากทุกข์ มีสุข มีปัญญาช่วยตัวเองได้ โดยทั่วหน้ากัน
กระผมและครอบครัวระลึกถึงความมีเมตตาธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และครูอาจารย์ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่บริการให้กับครอบครัวของกระผมให้ได้รับธรรมและแสงสว่างแห่งชีวิต ได้เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนทุกวันนี้ ขออัญเชิญอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และในวัดอัมพวัน จงอภิบาลพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล ให้มีพลานามัยสมบูรณ์ มีอายุยืนยาวนานสถิตสถาพร อยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวประชาผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลาย ได้พึ่งเมตตาบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อสืบต่อไปชั่วกาลนาน
บุญเติม อินทฤทธิ์
๕๔ ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
โทร. ๔๗๑๗๘๑ อ่านต่อ..
หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
โดย บุญเติม อินทฤทธิ์
พระสมุห์ธีรชาติ ภทฺทโก เจ้าอาวาสวัดดงบ้านกร่าง หมูที่ ๗ ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้จัดงานทำบุญครบรอบ ๕๐ ปี กระผมและภรรยาได้เดินทางไปร่วมงานนี้กับท่านด้วยในงานนี้มีการสวดพระพุทธ มนต์ฉลอง ถวายภัตตาหารเพลพระภิกษุสงฆ์ และมีธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ เรื่อง ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน โดยพระราชสุทธิญาณมงคล
เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลเสร็จ ญาติโยมรับประทานอาหารเสร็จ จึงเริ่มทำพิธีอาราธนาธรรม เพื่อแสดงพระธรรมเทศนา กระผมได้พิจารณาอิริยาบถของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ (ซึ่งตอนนั้นกระผมยังไม่รู้จักท่าน) ในขณะที่ท่านเดินขึ้นธรรมาสน์เพื่อแสดงธรรม ท่านเดินสง่าผ่าเผย สำรวมเงียบ ใบหน้าของหลวงพ่ออิ่มใส ผิดกว่าพระสงฆ์ทั่วไป เมื่อท่านเดินขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์เรียบร้อยแล้ว กระผมก็เข้าไปกราบท่านที่หน้าธรรมาสน์ ๓ ครั้ง กราบเรียนท่านว่า "หลวงพ่อครับ กระผมขออนุญาตถ่ายภาพหลวงพ่อไว้เป็นที่ระลึกในงานนี้ได้ไหมครับ" พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ถามกระผมว่า "โยมมาจากไหน" กระผมเรียนตอบท่านว่า "กระผมเดินทางมาจากอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีครับ" พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ตอบกระผมว่า "ถ้าอย่างนั้นก็เชิญ" พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ขยับกายเล็กน้อยแล้วสำรวมให้กระผมถ่ายภาพที่ได้แนบมานี้
กระผม ได้ยกมือไหว้ ๑ ครั้งก่อนถ่ายภาพ แล้วถ่ายภาพไปสองภาพ หลังจากถ่ายภาพแล้วกระผมกราบท่านอีก ๓ ครั้ง จากนั้นก็รับศีล ฟังธรรมจนกระทั่งจบกระผมและภรรยาต่างชำเลืองดูซึ่งกันและกัน เพื่อแสดงให้รู้ว่าเราทั้งสองจงตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพอย่างสมบูรณ์ เพราะพระที่แสดงธรรมองค์นี้มิใช่พระสงฆ์ธรรมดาทั่วไปแน่นอน ซึ่งดูได้จากอิริยาบถของท่าน
การ แสดงธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ในเรื่องทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน ท่านได้ใช้ถ้อยคำ สำนวน ให้ฟังง่าย เข้าใจง่าย เพลิดเพลินในการฟัง และคิดตามไปอย่างมีเหตุผล เมื่อฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว สามารถถามตัวเองได้เลยว่า การกระทำของตนเองที่ผ่านมานั้นไดทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลานหรือไม่ ในส่วนที่ทำดีทำถูกแล้วจะรู้สึกปลื้มใจ และดีใจในการกระทำของตนเอง แต่ในส่วนที่ยังไม่ถูกจะฟังคำสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนำไปปรับปรุงตน เองให้ดีขึ้นต่อไป
หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แสดงพระธรรมเทศนาจบ ให้พรจบ พระสมุห์ธีรชาติได้เข้าประเคนเครื่องบูชาพระธรรม พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้รับประเคนเครื่องบูชาธรรมทั้งหมด แล้วท่านได้เลือกเก็บไว้เฉพาะดอกไม้ ธูปเทียน ส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เป็นปัจจัย และบริขารต่าง ๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มอบคืนให้แก่พระสมุห์ธีรชาติทั้งหมด
ส่วนพระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ก็เช่นกัน ท่านได้รับไปเฉพาะ ดอกไม้ ธูปเทียน และผ้าไตร ส่วนปัจจัยท่านได้ถวายคือพระสมุห์ธีรชาติทั้งหมด กระผมและภรรยาเห็นภาพตอนนี้แล้ว เกิดอาการปลื้มปีติในพระสงฆ์ที่พบเห็นถึงกับน้ำตาไหล ซึ่งภาพเหตุการณ์อย่างนี้จะหาได้ไม่ง่ายนัก แม้แต่ขณะที่กระผมเขียนบันทึกมาถึงตอนนี้ ยังเกิดอาการปลื้มปีติมีน้ำตาไหลออกมาเหมือนเมื่อครั้งนั้นเช่นกัน
เมื่อกระผมกลับชะอำ ได้นำฟิล์มไปล้างอัดภาพภาพถ่ายในม้วนนี้ทั้งหมดได้ ๓๕ ภาพ มีภาพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญคมชัดที่สุด และมีสง่าราศี กระผมจึงนำภาพนี้ไปขยายขนาด ๑๔ นิ้วอีก ๑ ภาพ นำมาใส่กรอบติดไว้ที่ห้องพระที่บ้าน
ต่อ มาอีกประมาณ ๑ เดือนเศษ ภรรยาของพระผมได้มาบอกว่า มีหนังสือออกใหม่ได้นำรูปพระองค์ที่ไปถ่ายมาจากกวัดดงบ้านกร่างเป็นภาพปก หนังสือ กระผมจึงไปซื้อมา ๑ เล่ม อ่านกันทั้งครอบครัว จึงรู้ว่าพระสงฆ์ที่แสดงธรรมที่วัดดงบ้านกร่างนี้ไม่ใช่พระสงฆ์ธรรมดาทั่วไป อย่างที่คิดไว้ตั้งแต่ต้นจริง จึงเกิดศรัทธาต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างแรงกล้า และได้อธิษฐานพร้อมกับภรรยาว่า หากเป็นบุญของข้าพเจ้าขอให้ได้พบกับหลวงพ่อโดยเร็วพลันเทอญฯ
หลังจากบุตรชายของกระผมได้เสียชีวิตไปหนึ่งคนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ กระผมและภรรยาเสียใจเป็นที่สุด ได้เร่งทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุตรทุกวันพระ ก็ไม่หายโศกเศร้า หายทุกข์ ได้ทอดผ้าป่า ๑ กอง ที่วัดดงบ้านกร่าง ก็ยังไม่หายทุกข์ใจ ร่วมทำบุญวางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถของวัดหลังเขา ก็ยังไม่สามารถคลายทุกข์ที่คิดถึงบุตรได้เลย กระผมและภรรยาจึงเดินทางกลับชะอำ ก่อนรถของกระผมจะออกจากวัด กระผมได้กล่าววาจาว่า กุศลวันนี้ขอให้ถึงบิดามารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน และขอให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์ หมดทุกข์ ด้วยเถิด ขอให้พบแสงสว่างแห่งชีวิตด้วยเถิด วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ในขณะที่รถจะผ่านหน้าวัดอัมพวัน ภรรยาของกระผมได้พูดว่า "พี่ขับรถเข้าวัดก่อนเถอะ เผื่อว่าจะได้พบหลวงพ่อ"
โอกาสบัดนี้ อาตมาภาพจะแสดงพระธรรมเทศนา ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณาทานอุทิศถวายแด่พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ท่านได้มรณภาพไปสู่สัมปรายภพ ปรารภ ๖ ปีในปีนี้แล้ว คณะญาติ ศิษยานุศิษย์มี ท่านอาจารย์มหาสุภาพ เขมรํสี พระมหาบุญชิต ญาณวีโร พร้อมทั้งคณะ อุบาสก อุบาสิกา ถือว่างานนี้เป็นงานอุทิศถวายแด่พระเดชพระคุณ ครูบาอาจารย์ที่เคารพสักการะอย่างสูง ในวันนี้ ท่านสาธุชนศิษยานุศิษย์ทั้งหลายโปรดสำนึกสมัญญาในการบูชาคุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ที่ว่า
ขณะนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อกำลังสนทนากับผู้เข้าพบหลายท่าน กระผมและภรรยาจึงเข้าไปกราบท่าน พอกราบเสร็จ ท่านได้เมตตาถามว่า "มีธุระอะไรหรือ?" กระผมตอบว่า "กระผมไม่มีธุระอะไรมากหรอกครับ อยากจะกราบเรียนถามว่า ตั้งแต่บุตรชายของกระผมเสียชีวิตไปหนึ่งคน กระผมและภรรยาเสียใจเป็นที่สุด มีทุกข์ ตรอมใจเหลือเกิน ทำบุญมาแล้วพอสมควร เช่น ถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า ร่วมทอดผ้าพระกฐิน ก็ไม่หายทุกข์ จะทำอย่างไรจึงจะหมดทุกข์ได้ครับ" พอกระผมพูดจบน้ำตาก็หลั่งออกมาทั้งภรรยาของผมก็ร้องไห้เหมือนกัน
พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้นั่งสงบอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงพูดเรื่องกรรมและกฎแห่งกรรม เรื่องการสิ้นอายุขัย ท่านได้แนะนำว่า การจะให้หมดทุกข์ พ้นทุกข์ จะต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านถามกระผมว่าเคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาบ้างไหม กระผมตอบว่าไม่เคยครับ จะเรียนไหม กระผมตอบว่า เรียนครับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อนิ่งอยู่นิดหนึ่ง แล้วเรียกชายผู้หนึ่งให้ไปเชิญแม่ชีซูง้อมาพบ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สั่งแม่ชีซูง้อว่า "ช่วยสอนวิปัสสนากรรมฐานให้สองสามีภรรยาคู่นี้ในคืนนี้ด้วย" กระผมและภรรยาได้มาปฏิบัติกรรมฐานตามที่แม่ชีซูง้อสอน จนถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. และได้ลากลับชะอำ ในเช้าวันนั้น
ตั้งแต่ นั้นมา กระผมและภรรยาได้มาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวันอีกหลายครั้ง และยังได้พาคุณแม่ น้องสาว บุตรชาย และหลาน อีกหลายคนได้มาเรียนวิปัสสนากรรมฐานจากวัดอัมพวัน ไม่ว่าจะเป็นวันที่ ๑๕ สิงหาคม, ๑๔ ตุลาคม หรือวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กระผมและครอบครัวจะมากันทุกครั้งโดยเฉพาะบุตรชายของกระผม วัย ๒๐ ปี เขาพูดว่าเขาเคารพพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ครูทุกท่านที่สอน และแม่อุบาสิกาสุ่ม ที่ได้เมตตาสอนคาถาให้ท่องบ่น จนสามารถได้เล่าเรียนจบสำเร็จตามความประสงค์ได้เพราะบารมีคุ้มครองเป็นแน่ แท้ ส่วนกระผมและภรรยาตั้งแต่กลับมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นครั้งที่สองที่ วัดอัมพวัน ความทุกข์ทั้งหลายที่เคยมีอยู่หายไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นตามจริงที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาแนะนำไว้ในตอนแรกทุกประการ จากบันทึกฉบับนี้ นอกจากจะบอกถึงที่มาของการที่ได้พบพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้ว ยังสามารถยืนยันได้ว่า กุศลอันใด ไม่ประเสริฐเท่าการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน การจะปลดเปลื้องทุกข์ได้ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
การที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตา พร่ำสอนทุกท่านที่ เข้ามาในวัดอัมพวัน ก็เพื่อให้ทุกท่านได้พ้นจากทุกข์ มีสุข มีปัญญาช่วยตัวเองได้ โดยทั่วหน้ากัน
กระผมและครอบครัวระลึกถึงความมีเมตตาธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และครูอาจารย์ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่บริการให้กับครอบครัวของกระผมให้ได้รับธรรมและแสงสว่างแห่งชีวิต ได้เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนทุกวันนี้ ขออัญเชิญอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และในวัดอัมพวัน จงอภิบาลพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล ให้มีพลานามัยสมบูรณ์ มีอายุยืนยาวนานสถิตสถาพร อยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวประชาผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลาย ได้พึ่งเมตตาบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อสืบต่อไปชั่วกาลนาน
บุญเติม อินทฤทธิ์
๕๔ ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
โทร. ๔๗๑๗๘๑ อ่านต่อ..
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง ความประทับใจที่ดิฉันมีต่อ หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ความประทับใจที่ดิฉันมีต่อ
หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
โดย กมลนาฏ มาลากุล
ดิฉันได้สนใจฝึกกรรมฐานมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ เนื่องจากอ่านประวัติของหลวงพ่อจรัญ ในหนังสือกฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ ซึ่งเป็นหนังสือชุดเผยแผ่ธรรมของมูลนิธิภาวนา - กรศรีทิพา แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี จัดพิมพ์ขึ้น และเกิดความศรัทธาอย่างสูงสุดในตัวหลวงพ่อ ประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมครั้งแรก เป็นเหตุจูงใจให้ดิฉันหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันในครั้งต่อ ๆ มา โดยอาศัยไปกับชมรมพุทธศาสน์ของวิทยาลัยครูที่ดิฉันสอนอยู่บ้าง หรือไปกับชมรมปฏิบัติธรรมของพุทธสมาคม ซึ่งกัลยาณมิตรของดิฉัน อาจารย์ละเอียด วิสุทธิแพทย์ เป็นผู้แนะนำ
ใน การไปปฏิบัติธรรมครั้งที่ ๓ ของดิฉันที่วัดอัมพวันกับพุทธสมาคม ดิฉันประสบอุบัติเหตุหกล้มที่หน้ากุฏิหลวงพ่อ ขณะที่กำลังเดินแถวผ่านหน้ากุฏิไปยังศาลารับประทานอาหารเพื่อรับประทานอาหาร กลางวัน ปูนหน้ากุฏิเก่าของหลวงพ่อนั้นค่อนข้างลื่น ประกอบกับขณะนั้นมีฝนตกพรำ ๆ ดิฉันเดินกางร่มกำลังจะผ่านกุฏิไป พลันก็เหลือบไปเห็นเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมเดินกรำฝนอยู่ห่างไปทางด้านหลัง เกิดจิตเมตตาจึงหันหลังจะกลับไปรับเขามาเข้าร่มด้วยกัน เธอผู้นั้นปฏิเสธว่าฝนตกพรำ ๆ ไม่เป็นไร ขณะหันกลับจะก้าวเข้าแถวเดินต่อไป ก็รู้สึกเหมือนกับมีคนมาผลักตรงสะโพกด้านหลัง (ที่จริงไม่มีใคร) และเสียหลักล้มลง มือไปกระแทกกับร่มที่ตกลงไป ในลักษณะใช้ฝ่ามือยันน้ำหนักทับมาที่มือด้านขวาที่ยันไว้ ก้นกระแทกรู้สึกเห็นแสงสีเขียวเหลือรอบเต็มไปหมด พอลุกขึ้นได้ เพื่อน ๆ ก็รีบเข้ามาประคองไปที่ศาลาสำหรับรับประทานอาหาร ระหว่างนั้น มัคทายกได้นำน้ำมนต์ของหลวงพ่อมาให้พร้อมกับจะบีบนวดมือให้ แต่ดิฉันปฏิเสธ เพียงแต่ขอทาน้ำมนต์เล็กน้อย สังเกตเห็นหลังมือบวมเป่ง เขียวคล้ำทันทีและมีอาการปวดแปลบมาก แรงกระแทกทำให้ต้องเข้าห้องน้ำถ่าย เมื่อออกมา มือก็ยิ่งปวด ดิฉันเข้าใจว่าอาจมีอาการร้าว เพราะนิ้วมือลงข้างตัวไม่ได้เลย ปวดมาก จึงไม่ให้มีการนวด และใช้ผ้าสไบเฉียงทำเป็นห่วงที่เรียกว่า สลิง (Sling) คล้องไว้ อาจารย์ละเอียดพาดิฉันกลับที่พัก และนำอาหารกลางวันมาให้ ดิฉันตั้งใจว่าจะขอลาหลวงพ่อกลับกรุงเทพฯ เพราะต้องการตรวจดูให้รู้ชัดว่ากระดูกหักหรือร้าว เพราะมือขวาเป็นมือที่ต้องใช้เขียนหนังสือ ดิฉันมีอาชีพเป็นครู มือขวาจึงมีความสำคัญมาก ผู้เข้าปฏิบัติธรรมที่พักอยู่ห้องข้าง ๆ แนะนำให้ไปโรงพยาบาลสิงห์บุรี แต่ดิฉันไม่แน่ใจ เกรงว่าจะต้องผ่าตัดก่อนเข้าเฝือก ถ้าดิฉันต้องผ่าตัดในจังหวัดสิงห์บุรี คงทำความลำบากให้แก่เพื่อนร่วมทาง คืออาจารย์ละเอียดมาก ดิฉันมีบ้านเกิดที่กรุงเทพฯ มีมารดาคอยดูแล แล้วดิฉันรู้จักใครบ้างล่ะที่สิงห์บุรี ดังนั้นการผ่าตัดที่กรุงเทพฯ จะสะดวกกว่า
ดิฉัน ทนนอนปวดอยู่จนบ่าย อาจารย์ละเอียดเข้ามาช่วยเก็บของให้และเตรียมตัวจะไปลาหลวงพ่อ ขณะที่เราเดินไปกุฏิหลวงพ่อ ก็เห็นมีรถตู้คนหนึ่งแล่นเข้ามา ดิฉันกะในใจว่าถ้าคนในรถตู้ไม่เต็มอาจขอโดยสารเข้ากรุงเทพฯ ได้ เราไปคอยหลวงพ่อทางด้านหลัง หลวงพ่อพูดคุยกับแขกที่มากับรถตู้คันนั้น เขามาชวนหลวงพ่อไปรูมาเนีย เพื่อไปรักษาตัว เขายินดีออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่หลวงพ่อปฏิเสธ บอกว่าถ้าไปรักษาตัวหรือไปเที่ยวเฉย ๆ ไม่ไป หลวงพ่อเป็นห่วงภารกิจที่วัด ดิฉันเดาว่าหลวงพ่อจะไปก็ต่อเมื่อการไปครั้งนั้นไปเพื่อเผยแผ่ศาสนาเพื่อ เป็นพุทธบูชาเท่านั้น
หลวง พ่อหันมาเห็นดิฉันกับอาจารย์ละเอียด ก็พยักหน้าเรียกให้เข้าไปใกล้แล้วถามอาการดิฉัน มัคทายกคงกราบเรียนหลวงพ่อแล้วก่อนหน้านี้ ท่านให้คนเอาน้ำมันมนต์มาแล้วสั่งให้คุณสมประสงค์ ที่เป็นอุบาสิกาคอยช่วยงานทั่ว ๆ ไปที่วัด จับมือดิฉันทาน้ำมัน บอกให้ดิฉันหงายมือและให้คุณสมประสงค์จัดรูปมือของดิฉันตามคำสั่ง แล้วพันผ้าพันอย่างหนาให้ ในระหว่างนั้นดิฉันปวดจนน้ำตาไหล เมื่อหลวงพ่อเป่าและให้รับประทานยากแก้ปวดพาราเตามอลไป ๒ เม็ด อาการก็ยังไม่ทุเลา ดิฉันสังเกตเห็นท่านมีรูปภาพของร่างกายคนที่แสดงกระดูกเส้นเอ็น เส้นเลือดเหมือนกับอุปกรณ์ที่ใช้สอน Anotomy ใส่กรอบวางอยู่ ก็วางใจว่า position หรือตำแหน่งของกระดูกและเอ็นที่มือคงไม่คลาดเคลื่อนมากนัก ท่านบอกว่าวันพุธจะลวกน้ำร้อนให้ การลวกน้ำร้อนทำให้สมานกระดูก ดิฉันขอบพระคุณท่านและกลับที่พัก ช่วงบ่าย ๓ โมงเย็น อาการทุเลาลงมาก หายปวดแต่ยังมีอาการบวมอยู่ ดิฉันจึงคล้องผ้า sling และไปนั่งสมาธิ ท่านอนุศาสนาจารย์ที่ควบคุมการฝึกกรรมฐาน ไต่ถามอาการและบอกดิฉันว่า หลวงพ่อเป็นหมอที่วิเศษที่สุดแล้ว ท่านรักษาให้ใครก็โชคดีแล้ว ดิฉันจึงค่อยคลายความกังวลลงบ้าง แต่ความคิดที่จะกลับกรุงเทพฯ ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าจะไม่มีโอกาสขอโดยสารไปกับรถตู้คันนั้น
ตอนหัวค่ำ พยาบาลที่ทำงานตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เผอิญมาเข้ากรรมฐานด้วยในตอนเย็น จึงช่วยทำที่ดามเหมือนเฝือก โดยใช้กระดาษแข็งทาบไว้ทั้ง ๒ ด้านของแขนและพันผ้าพันใหม่ ช่วงเวลากลางคืนผ่านไปโดยไม่มีอาการปวด น่าแปลกมาก ทั้ง ๆ ที่มือยังบวม เขียวคล้ำอยู่ อีกหนึ่งวันถัดมาอาการปวดก็ไม่ปรากฏ ดิฉันล้มเลิกความคิดกลับบ้าน และรอการรักษาโดยลวกน้ำร้อน ในใจอยากจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหมือนกัน
ถัดมาอีกหนึ่งวัน หลวงพ่อให้คนมากระซิบบอกอาจารย์ละเอียดให้พาดิฉันไปรักษาได้แล้ว ดิฉันเข้าใจว่าหลวงพ่อไม่ต้องการอวดอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ ที่ท่านมี เพื่อเป็นการเพิ่มศรัทธาบารมีเรียกคนเข้าวัด เพราะเมื่อคนได้ยินข่าวว่าหลวงพ่อจะต่อกระดูกโดยการลวกน้ำร้อน ผู้เข้ากรรมฐานก็คอยจ้องตามดิฉันเพื่อจะไปดูด้วย หลวงพ่อต้องการให้คนเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาโดยการปฏิบัติธรรมมากกว่า
ดิฉันกับอาจารย์ละเอียดขึ้นไปบนกุฏิของท่าน ที่นั่นคุณหมวยคอยเป็นผู้ช่วยอยู่ เธอนำน้ำร้อนเดือนพล่านใส่อ่างยกมาวางไว้หน้าหลวงพ่อ ธูปเทียนเครื่องทำพิธี หลวงพ่อจัดไว้ให้ โดยไม่ต้องให้ดิฉันเสียสตางค์สักบาทเดียว คุณหมวยคอย จับแขนและมือของดิฉันให้ทอดยาว เพื่อที่หลวงพ่อจะเป่าได้สะดวก หลวงพ่อสวดมนต์และตักน้ำเดือนใส่ปากเป่าพรวดมาที่หลังมือและแขนของดิฉัน ในตอนแรกที่น้ำสัมผัสผิวหนังรู้สึกร้อนแล้วก็เย็นวาบ หลวงพ่อท่องคาถาและเป่าหลายครั้ง ดิฉันมองดูน้ำเดือนพล่านแล้วสงสัยว่าหลวงพ่อทำได้อย่างไร อวัยวะภายในปากของคนเราบอบบางเกินกว่าที่จะทนน้ำเดือด ๑๐๐ องศาเซลเซียส ได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาปากคงพองไปแล้ว แต่น้ำที่เป่ามาถูกมือและแขนกลับเย็นไม่เหมือนน้ำร้อนลวกเลย พอจบพิธีท่านให้คุณหมวยทาน้ำมันพันผ้า bandage และให้น้ำมันมาทาอีกหลายขวด
ในการต่อกระดูกครั้งนั้น ผู้อยากเห็นไม่มีใครได้เห็น เพราะหลวงพ่อไม่ต้องการอวด ท่านบอกว่ากระดูกร้าวแต่ต่อให้แล้ว อาการปวดและบวมหายเร็วมาก ในช่วง ๓ - ๔ วันต่อมา หลังมือที่บวมปูดเขียวคล้ำยุบหายไป อาการปวดหายไปดังปลิดทิ้ง ดิฉันเพิ่งเข้าใจ คำว่า ปลิดทิ้ง ถ่องแท้ยามนี้เอง เมื่อออกจากวัด ดิฉันกลับเข้ากรุงเทพฯ เพราะใกล้กว่าจะย้อนกลับไปพิษณุโลก แม่ดิฉันพาไปตรวจเช็คอีกครั้งที่คลินิกใกล้บ้าน ซึ่งมีหมอประจำเป็นหมอชำนาญโรคกระดูกโดยเฉพาะ
ดิฉัน เล่าอาการให้คุณหมอฟัง คุณหมอดูมีท่าทางฉุนเฉียว สั่งให้ดิฉันไปด้านหลังเพื่อล้างเอาน้ำมันมนต์ออกให้หมด สายตาบ่งบอกว่าดิฉันงมงาย เมื่อคุณหมอสั่งให้ดิฉันเคลื่อนไหวมือในท่าต่าง ๆ ดิฉันทำได้โดยไม่มีอาการปวด คุณหมอก็สรุปว่ามีอากรเคล็ดบวม หรือ sprain เท่านั้น เมื่อดิฉันเดินออกจากห้องตรวจแลเห็นประกาศนียบัตรและปริญญาบัตรจากต่าง ประเทศติดไว้เต็มข้างฝา ก็ยังนึกในใจว่า ดิฉันก็มิใช่คนไร้การศึกษา ดิฉันเคยไปศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีอารยธรรมความ เจริญมาแล้ว เหมือนกับคุณหมอนั่นแหละ ดิฉันสอนภาษาอังกฤษและติดต่อกับผู้คนที่ใช้ภาษานั้นมามากต่อมาก แต่อะไรที่ไม่เห็นชัดด้วยตาเนื้อ จะปฏิเสธว่าไม่จริงทั้งหมดคงไม่ได้ สำหรับคนอื่นดิฉันไม่ทราบ แต่สำหรับดิฉัน เดี๋ยวนี้ไม่ปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อหรือเหนือกายภาพอีก ต่อไปแล้ว
ปัจจุบัน มือข้างขวาของดิฉันก็ยังคงใช้การได้ดีเป็นปกติ ข้อที่น่าสังเกตคือ หลังจากแขนถูกน้ำร้อน หนังที่ห่อหุ้มอยู่ก็กลายเป็นสีคล้ำลง และเมื่อถึงเวลามันก็ลอกหลุดมาโดยไม่ทิ้งร่องรอยด่างดำไว้เลย ดิฉันถามอาจารย์ที่สอนชีววิทยาที่วิทยาลัย เขาอธิบายให้ฟังว่า ธรรมดาหนังที่ถูกความร้อนขนาดจุดเดือด ๑๐๐ องศาเซลเซียส เช่นนั้นมันจะพองบวมแดงและมีน้ำขังภายในเหมือนอวัยวะที่ถูกน้ำร้อนลวกโดย ทั่ว ๆ ไป แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ที่มันไม่พอง ไม่บวมแดง มันก็แห้งและเป็นเซลล์ที่ตายแล้วพร้อมที่จะหลุดร่วงมาเมื่อถึงเวลา นี่เป็นความประทับใจที่ดิฉันไม่เคยลืม
หมายเหตุ
แต่หลวงพ่อท่านเป็นพระปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านไม่รับรักษาทั่วไป ไม่ใช่ท่านไม่มีเมตตา ก็โรงพยาบาลเป็นสถานที่สำหรับรักษาโรคทางกายมิใช่หรือ ท่านเล็งเห็นว่า คนเข้าวัดควรแสวงหาธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ต่างหาก และที่วัดอัมพวันก็เป็นแหล่งสัปปายะ สำหรับผู้แสวงการปฏิบัติ เป็นสถานที่รักษาจิตให้บริสุทธิ์มากกว่า ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๖ อ่านต่อ..
หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
โดย กมลนาฏ มาลากุล
ดิฉันได้สนใจฝึกกรรมฐานมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ เนื่องจากอ่านประวัติของหลวงพ่อจรัญ ในหนังสือกฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ ซึ่งเป็นหนังสือชุดเผยแผ่ธรรมของมูลนิธิภาวนา - กรศรีทิพา แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี จัดพิมพ์ขึ้น และเกิดความศรัทธาอย่างสูงสุดในตัวหลวงพ่อ ประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมครั้งแรก เป็นเหตุจูงใจให้ดิฉันหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันในครั้งต่อ ๆ มา โดยอาศัยไปกับชมรมพุทธศาสน์ของวิทยาลัยครูที่ดิฉันสอนอยู่บ้าง หรือไปกับชมรมปฏิบัติธรรมของพุทธสมาคม ซึ่งกัลยาณมิตรของดิฉัน อาจารย์ละเอียด วิสุทธิแพทย์ เป็นผู้แนะนำ
ใน การไปปฏิบัติธรรมครั้งที่ ๓ ของดิฉันที่วัดอัมพวันกับพุทธสมาคม ดิฉันประสบอุบัติเหตุหกล้มที่หน้ากุฏิหลวงพ่อ ขณะที่กำลังเดินแถวผ่านหน้ากุฏิไปยังศาลารับประทานอาหารเพื่อรับประทานอาหาร กลางวัน ปูนหน้ากุฏิเก่าของหลวงพ่อนั้นค่อนข้างลื่น ประกอบกับขณะนั้นมีฝนตกพรำ ๆ ดิฉันเดินกางร่มกำลังจะผ่านกุฏิไป พลันก็เหลือบไปเห็นเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมเดินกรำฝนอยู่ห่างไปทางด้านหลัง เกิดจิตเมตตาจึงหันหลังจะกลับไปรับเขามาเข้าร่มด้วยกัน เธอผู้นั้นปฏิเสธว่าฝนตกพรำ ๆ ไม่เป็นไร ขณะหันกลับจะก้าวเข้าแถวเดินต่อไป ก็รู้สึกเหมือนกับมีคนมาผลักตรงสะโพกด้านหลัง (ที่จริงไม่มีใคร) และเสียหลักล้มลง มือไปกระแทกกับร่มที่ตกลงไป ในลักษณะใช้ฝ่ามือยันน้ำหนักทับมาที่มือด้านขวาที่ยันไว้ ก้นกระแทกรู้สึกเห็นแสงสีเขียวเหลือรอบเต็มไปหมด พอลุกขึ้นได้ เพื่อน ๆ ก็รีบเข้ามาประคองไปที่ศาลาสำหรับรับประทานอาหาร ระหว่างนั้น มัคทายกได้นำน้ำมนต์ของหลวงพ่อมาให้พร้อมกับจะบีบนวดมือให้ แต่ดิฉันปฏิเสธ เพียงแต่ขอทาน้ำมนต์เล็กน้อย สังเกตเห็นหลังมือบวมเป่ง เขียวคล้ำทันทีและมีอาการปวดแปลบมาก แรงกระแทกทำให้ต้องเข้าห้องน้ำถ่าย เมื่อออกมา มือก็ยิ่งปวด ดิฉันเข้าใจว่าอาจมีอาการร้าว เพราะนิ้วมือลงข้างตัวไม่ได้เลย ปวดมาก จึงไม่ให้มีการนวด และใช้ผ้าสไบเฉียงทำเป็นห่วงที่เรียกว่า สลิง (Sling) คล้องไว้ อาจารย์ละเอียดพาดิฉันกลับที่พัก และนำอาหารกลางวันมาให้ ดิฉันตั้งใจว่าจะขอลาหลวงพ่อกลับกรุงเทพฯ เพราะต้องการตรวจดูให้รู้ชัดว่ากระดูกหักหรือร้าว เพราะมือขวาเป็นมือที่ต้องใช้เขียนหนังสือ ดิฉันมีอาชีพเป็นครู มือขวาจึงมีความสำคัญมาก ผู้เข้าปฏิบัติธรรมที่พักอยู่ห้องข้าง ๆ แนะนำให้ไปโรงพยาบาลสิงห์บุรี แต่ดิฉันไม่แน่ใจ เกรงว่าจะต้องผ่าตัดก่อนเข้าเฝือก ถ้าดิฉันต้องผ่าตัดในจังหวัดสิงห์บุรี คงทำความลำบากให้แก่เพื่อนร่วมทาง คืออาจารย์ละเอียดมาก ดิฉันมีบ้านเกิดที่กรุงเทพฯ มีมารดาคอยดูแล แล้วดิฉันรู้จักใครบ้างล่ะที่สิงห์บุรี ดังนั้นการผ่าตัดที่กรุงเทพฯ จะสะดวกกว่า
ดิฉัน ทนนอนปวดอยู่จนบ่าย อาจารย์ละเอียดเข้ามาช่วยเก็บของให้และเตรียมตัวจะไปลาหลวงพ่อ ขณะที่เราเดินไปกุฏิหลวงพ่อ ก็เห็นมีรถตู้คนหนึ่งแล่นเข้ามา ดิฉันกะในใจว่าถ้าคนในรถตู้ไม่เต็มอาจขอโดยสารเข้ากรุงเทพฯ ได้ เราไปคอยหลวงพ่อทางด้านหลัง หลวงพ่อพูดคุยกับแขกที่มากับรถตู้คันนั้น เขามาชวนหลวงพ่อไปรูมาเนีย เพื่อไปรักษาตัว เขายินดีออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่หลวงพ่อปฏิเสธ บอกว่าถ้าไปรักษาตัวหรือไปเที่ยวเฉย ๆ ไม่ไป หลวงพ่อเป็นห่วงภารกิจที่วัด ดิฉันเดาว่าหลวงพ่อจะไปก็ต่อเมื่อการไปครั้งนั้นไปเพื่อเผยแผ่ศาสนาเพื่อ เป็นพุทธบูชาเท่านั้น
หลวง พ่อหันมาเห็นดิฉันกับอาจารย์ละเอียด ก็พยักหน้าเรียกให้เข้าไปใกล้แล้วถามอาการดิฉัน มัคทายกคงกราบเรียนหลวงพ่อแล้วก่อนหน้านี้ ท่านให้คนเอาน้ำมันมนต์มาแล้วสั่งให้คุณสมประสงค์ ที่เป็นอุบาสิกาคอยช่วยงานทั่ว ๆ ไปที่วัด จับมือดิฉันทาน้ำมัน บอกให้ดิฉันหงายมือและให้คุณสมประสงค์จัดรูปมือของดิฉันตามคำสั่ง แล้วพันผ้าพันอย่างหนาให้ ในระหว่างนั้นดิฉันปวดจนน้ำตาไหล เมื่อหลวงพ่อเป่าและให้รับประทานยากแก้ปวดพาราเตามอลไป ๒ เม็ด อาการก็ยังไม่ทุเลา ดิฉันสังเกตเห็นท่านมีรูปภาพของร่างกายคนที่แสดงกระดูกเส้นเอ็น เส้นเลือดเหมือนกับอุปกรณ์ที่ใช้สอน Anotomy ใส่กรอบวางอยู่ ก็วางใจว่า position หรือตำแหน่งของกระดูกและเอ็นที่มือคงไม่คลาดเคลื่อนมากนัก ท่านบอกว่าวันพุธจะลวกน้ำร้อนให้ การลวกน้ำร้อนทำให้สมานกระดูก ดิฉันขอบพระคุณท่านและกลับที่พัก ช่วงบ่าย ๓ โมงเย็น อาการทุเลาลงมาก หายปวดแต่ยังมีอาการบวมอยู่ ดิฉันจึงคล้องผ้า sling และไปนั่งสมาธิ ท่านอนุศาสนาจารย์ที่ควบคุมการฝึกกรรมฐาน ไต่ถามอาการและบอกดิฉันว่า หลวงพ่อเป็นหมอที่วิเศษที่สุดแล้ว ท่านรักษาให้ใครก็โชคดีแล้ว ดิฉันจึงค่อยคลายความกังวลลงบ้าง แต่ความคิดที่จะกลับกรุงเทพฯ ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าจะไม่มีโอกาสขอโดยสารไปกับรถตู้คันนั้น
ตอนหัวค่ำ พยาบาลที่ทำงานตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เผอิญมาเข้ากรรมฐานด้วยในตอนเย็น จึงช่วยทำที่ดามเหมือนเฝือก โดยใช้กระดาษแข็งทาบไว้ทั้ง ๒ ด้านของแขนและพันผ้าพันใหม่ ช่วงเวลากลางคืนผ่านไปโดยไม่มีอาการปวด น่าแปลกมาก ทั้ง ๆ ที่มือยังบวม เขียวคล้ำอยู่ อีกหนึ่งวันถัดมาอาการปวดก็ไม่ปรากฏ ดิฉันล้มเลิกความคิดกลับบ้าน และรอการรักษาโดยลวกน้ำร้อน ในใจอยากจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหมือนกัน
ถัดมาอีกหนึ่งวัน หลวงพ่อให้คนมากระซิบบอกอาจารย์ละเอียดให้พาดิฉันไปรักษาได้แล้ว ดิฉันเข้าใจว่าหลวงพ่อไม่ต้องการอวดอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ ที่ท่านมี เพื่อเป็นการเพิ่มศรัทธาบารมีเรียกคนเข้าวัด เพราะเมื่อคนได้ยินข่าวว่าหลวงพ่อจะต่อกระดูกโดยการลวกน้ำร้อน ผู้เข้ากรรมฐานก็คอยจ้องตามดิฉันเพื่อจะไปดูด้วย หลวงพ่อต้องการให้คนเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาโดยการปฏิบัติธรรมมากกว่า
ดิฉันกับอาจารย์ละเอียดขึ้นไปบนกุฏิของท่าน ที่นั่นคุณหมวยคอยเป็นผู้ช่วยอยู่ เธอนำน้ำร้อนเดือนพล่านใส่อ่างยกมาวางไว้หน้าหลวงพ่อ ธูปเทียนเครื่องทำพิธี หลวงพ่อจัดไว้ให้ โดยไม่ต้องให้ดิฉันเสียสตางค์สักบาทเดียว คุณหมวยคอย จับแขนและมือของดิฉันให้ทอดยาว เพื่อที่หลวงพ่อจะเป่าได้สะดวก หลวงพ่อสวดมนต์และตักน้ำเดือนใส่ปากเป่าพรวดมาที่หลังมือและแขนของดิฉัน ในตอนแรกที่น้ำสัมผัสผิวหนังรู้สึกร้อนแล้วก็เย็นวาบ หลวงพ่อท่องคาถาและเป่าหลายครั้ง ดิฉันมองดูน้ำเดือนพล่านแล้วสงสัยว่าหลวงพ่อทำได้อย่างไร อวัยวะภายในปากของคนเราบอบบางเกินกว่าที่จะทนน้ำเดือด ๑๐๐ องศาเซลเซียส ได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาปากคงพองไปแล้ว แต่น้ำที่เป่ามาถูกมือและแขนกลับเย็นไม่เหมือนน้ำร้อนลวกเลย พอจบพิธีท่านให้คุณหมวยทาน้ำมันพันผ้า bandage และให้น้ำมันมาทาอีกหลายขวด
ในการต่อกระดูกครั้งนั้น ผู้อยากเห็นไม่มีใครได้เห็น เพราะหลวงพ่อไม่ต้องการอวด ท่านบอกว่ากระดูกร้าวแต่ต่อให้แล้ว อาการปวดและบวมหายเร็วมาก ในช่วง ๓ - ๔ วันต่อมา หลังมือที่บวมปูดเขียวคล้ำยุบหายไป อาการปวดหายไปดังปลิดทิ้ง ดิฉันเพิ่งเข้าใจ คำว่า ปลิดทิ้ง ถ่องแท้ยามนี้เอง เมื่อออกจากวัด ดิฉันกลับเข้ากรุงเทพฯ เพราะใกล้กว่าจะย้อนกลับไปพิษณุโลก แม่ดิฉันพาไปตรวจเช็คอีกครั้งที่คลินิกใกล้บ้าน ซึ่งมีหมอประจำเป็นหมอชำนาญโรคกระดูกโดยเฉพาะ
ดิฉัน เล่าอาการให้คุณหมอฟัง คุณหมอดูมีท่าทางฉุนเฉียว สั่งให้ดิฉันไปด้านหลังเพื่อล้างเอาน้ำมันมนต์ออกให้หมด สายตาบ่งบอกว่าดิฉันงมงาย เมื่อคุณหมอสั่งให้ดิฉันเคลื่อนไหวมือในท่าต่าง ๆ ดิฉันทำได้โดยไม่มีอาการปวด คุณหมอก็สรุปว่ามีอากรเคล็ดบวม หรือ sprain เท่านั้น เมื่อดิฉันเดินออกจากห้องตรวจแลเห็นประกาศนียบัตรและปริญญาบัตรจากต่าง ประเทศติดไว้เต็มข้างฝา ก็ยังนึกในใจว่า ดิฉันก็มิใช่คนไร้การศึกษา ดิฉันเคยไปศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีอารยธรรมความ เจริญมาแล้ว เหมือนกับคุณหมอนั่นแหละ ดิฉันสอนภาษาอังกฤษและติดต่อกับผู้คนที่ใช้ภาษานั้นมามากต่อมาก แต่อะไรที่ไม่เห็นชัดด้วยตาเนื้อ จะปฏิเสธว่าไม่จริงทั้งหมดคงไม่ได้ สำหรับคนอื่นดิฉันไม่ทราบ แต่สำหรับดิฉัน เดี๋ยวนี้ไม่ปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อหรือเหนือกายภาพอีก ต่อไปแล้ว
ปัจจุบัน มือข้างขวาของดิฉันก็ยังคงใช้การได้ดีเป็นปกติ ข้อที่น่าสังเกตคือ หลังจากแขนถูกน้ำร้อน หนังที่ห่อหุ้มอยู่ก็กลายเป็นสีคล้ำลง และเมื่อถึงเวลามันก็ลอกหลุดมาโดยไม่ทิ้งร่องรอยด่างดำไว้เลย ดิฉันถามอาจารย์ที่สอนชีววิทยาที่วิทยาลัย เขาอธิบายให้ฟังว่า ธรรมดาหนังที่ถูกความร้อนขนาดจุดเดือด ๑๐๐ องศาเซลเซียส เช่นนั้นมันจะพองบวมแดงและมีน้ำขังภายในเหมือนอวัยวะที่ถูกน้ำร้อนลวกโดย ทั่ว ๆ ไป แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ที่มันไม่พอง ไม่บวมแดง มันก็แห้งและเป็นเซลล์ที่ตายแล้วพร้อมที่จะหลุดร่วงมาเมื่อถึงเวลา นี่เป็นความประทับใจที่ดิฉันไม่เคยลืม
หมายเหตุ
แต่หลวงพ่อท่านเป็นพระปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านไม่รับรักษาทั่วไป ไม่ใช่ท่านไม่มีเมตตา ก็โรงพยาบาลเป็นสถานที่สำหรับรักษาโรคทางกายมิใช่หรือ ท่านเล็งเห็นว่า คนเข้าวัดควรแสวงหาธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ต่างหาก และที่วัดอัมพวันก็เป็นแหล่งสัปปายะ สำหรับผู้แสวงการปฏิบัติ เป็นสถานที่รักษาจิตให้บริสุทธิ์มากกว่า ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๖ อ่านต่อ..
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง รอดตายจากไฟฟ้าแรงสูง
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง รอดตายจากไฟฟ้าแรงสูง
โดย เกรียง สุปันตี
ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ของเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอเรียนชี้แจงเพื่อโปรดทราบว่า ไฟฟ้าแรงสูงที่เกิดเรื่องคือ ไฟฟ้าแรงสูงที่พาดเสาใหญ่ผ่านทุ่ง ผ่านอำเภอนั้นไปอำเภอโน้นไปหมู่บ้านชุมชนต่าง ๆ เป็นสายเปลือยขนาดใหญ่ (ไม่หุ้มฉนวน) ชาวบ้านบริเวณเกิดเหตุบอกว่า สายไฟนี้ถ้ามีวัตถุอะไรผ่านเข้าไปใกล้ระยะประมาณ ๑ เมตร มีแรงดูดคล้ายแม่เหล็กจะดูดเข้าติดง่าย เมื่อก่อน ๆ บริเวณนี้มีนกนานาชาติชุกชุมมาก นกตัวใดมาเกาะสายไฟจะถูกกระแสไฟดูดตากลงมาตายทุกตัว
วันเกิดเหตุ
วันนั้นคือ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.เศษ ข้าพเจ้ากำลังใช้ไม้รวกยาวเกือบ ๑๐ เมตรสอยลูกไม้สัก (เมล็ดไม้สัก) อยู่ จู่ ๆ เกิดมีอาการลูกนัยน์ตาสว่างโชติช่วงเป็นแสงไฟนีออน กายสั่นเขย่าแรง ชาทั้งตัว คล้ายเร่งเครื่องยนต์เกียร์ว่าง ความรู้สึกไม่มี จะเรียก จะร้องโอดโอยไม่มีความมีชีวิตเป็นศูนย์ ไม่อาจรู้ว่าตนเองเป็นอะไร แล้วกายที่แข็งทื่อดั่งท่อนไม้ล้มฟาดพื้นดินตึง แรงกระแทกพื้นศีรษะกระดอนขึ้นแล้วกลับกระแทกอีกครั้ง นอนชักกายดิ้นดังปลาช่อนถูกทุบหัวบนแผงลอย พอฟื้นขึ้นจิตแว้บคิดถึง หลวงปู่ลี กุสฺสลธโร หลวงตามหาบัว ญาณสฺมปนฺโน หลวงพ่อเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล ข้าพเจ้าร้องไห้คนเดียว น้ำตาหลั่งพราก ๆ ลูกไม่ตาย ลูกไม่ตาย มีแรงไปได้วันไหนจะไปกราบเท้าหลวงพ่อเจ้าคุณองค์แรกก่อน แล้วค่อยไปกราบหลวงปู่ลีกับหลวงตามหาบัว จิตตั้งมั่นดีแล้วลุกขึ้นนั่งกับพื้นดินกายสั่น มือเท้าสั่น สงสัยตนเองว่าทำไมเป็นเช่นนี้ พยายามลุกยืนก็สั่น
ทันใดนั้นลูกสาวข้าพเจ้า คือ น.ส.นันทวรรณ กัน น.ส.วันนา และเพื่อน ๆ จากโรงงานทอเส้นใยที่ไปเก็บลูกสัก และ นางวัลลิสา คลาดแคล้ว น้องข้าพเจ้า ต่างรีบเดินมาที่ข้าพเจ้าเล่าเหตุการณ์ที่แต่ละคนได้เห็นต่าง ๆ กัน
คนที่ ๑ เห็นไฟฟ้าลุกเป็นประกายที่ปลายไม้รวกซึ่งข้าพเจ้าถืออยู่
คนที่ ๒ เห็นประกายไฟฟ้าวิ่งตามลำไม้ลวกลุกเป็นประกายที่มือและที่เท้าของข้าพเจ้า
คนที่ ๓ เห็นประกายไฟฟ้าช็อตที่เท้ากับดินเป็นควันขึ้น
คนที่ ๔ เห็นข้าพเจ้ากำลังนอนชักดิ้นที่พื้นดิน
น.ส.นันทวรรณ วิ่งเข้าหาจะกระชากข้าพเจ้าให้หลุดจากไม้รวกที่กำอยู่ ไฟฟ้ากำลังดูดติดอยู่ แต่เพื่อน ๆ ห้ามไว้ เข้าไปฉุดกี่คนก็พากันตายหมด ปล่อยให้ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างนั้นตามเรื่องที่เกิด รอให้ข้าพเจ้าตายไฟก็หยุดไปเอง เมื่อข้าพเจ้าลุกยืนได้ พระภิกษุรูปหนึ่งดูแลงานสร้างเมรุอยู่ใกล้ ๆ เดินเข้ามาที่ข้าพเจ้าด้วยความเป็นห่วง พูดขึ้นว่า ตั้งแต่สายไฟแรงสูงผ่านตรงนี้ตาย ๓ ศพแล้ว โยมคนที่ ๔ ไม่ตายโชคดีนะ นายช่างขุนแผน หัวหน้าช่างสร้างเมรุ ร้องตะโกนจากบนอาคารเมรุ ให้เอาลุงไปนอนแผนสังกะสีเร็ว ๆ ถ่ายไฟฟ้าค้างออกจากตัวให้หมด ถ้าไม่ถ่ายไฟออกไม่งั้นตายแน่ ๆ เอาน้ำราดดินให้เปียกก่อนนะ วางสังกะสีที่ดินเปียกราดน้ำอีกทีให้ลุงนอนบนสังกะสีเร็ว ๆ
เมื่อ ข้าพเจ้านอนบนแผ่นสังกะสีครู่หนึ่ง (ประมาณ ๓๐ นาที) อาการสั่นทั้งตัวและเท้าลดลง แต่มือขวายังสั่น ยังแกว่ง ๆ อยู่ เอาน้ำราดอีก กดมือแนบดินแน่นเข้าไว้ ครู่หนึ่งมือหยุดสั่นหยุดแกว่ง แต่อาการร้อนและปวดเมื่อยทั่วตัวไม่ลด ความชาทั้งตัวโดยเฉพาะที่แผ่นหลังซึ่งฟาดกับพื้นดินยังชามาก แม้เอามีดกรีดก็ไม่รู้สึกเจ็บ เข็มแหลมแทงไม่รู้สึกเจ็บ บาดแผลที่กัวแม่เท้าขวาซึ่งกระแสไฟพุ่งออกจากร่างกายทะลุลงสู่ดินก็ชาไม่ รู้สึกเจ็บแม้จะทำการผ่าตัดใด ๆ น้ำในร่างกายไหลออกเป็นเหงื่อเปียกชุ่มดั่งตักน้ำราดอาบน้ำ ปวดร้าวทั้งตัวคล้ายตกต้นไม้สูงกระทบพื้นดิน แต่ไม่พูดให้ทุกคนในที่เกิดเหตุฟัง เพราะกลัวตกใจและเป็นห่วงข้าพเจ้ามากเกินไปแล้ววุ่นวาย พูดเพียงว่า ไม่เป็นไร ไม่เจ็บอะไรเลย ฝ่าเท้า หลังเท้า นิ้วเท้าขวาสุกแดง คล้าย ๆ กุ้งสดถูกเผา ฝ่ามือขวาสุกแดงทำนองเดียวกัน ปวดเจ็บปวดร้อนลึก ๆ หนักหน่วงทีเดียว ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกเจ็บปวดร้อนผิวหนัง แต่ไฟฟ้าดูดเจ็บปวดและร้อนลึกข้างในกายทั่วตัว นายช่างขุนแผน ลงจากอาคารเมรุมาเยี่ยมเยียนข้าพเจ้าที่กำลังนอนถ่ายกระแสไฟฟ้าออก ถามข้าพเจ้าว่า ลุงมีดีอะไร ไฟฟ้าแรงสูงขนาดนี้ดูดไม่ตาย เท่าที่ผมเคยเห็นดูดใครได้เผาทุกราย บริเวณนี้ไฟดูดตายก่อนลุงมาแล้ว ๓ ศพ แต่ลุงไม่ตาย แปลกใจ ลุงโชคดีนะครับ
ข้าพเจ้าบอกนายช่างขุนแผนว่า งานที่ผมและครอบครัวมาทำนี้ทำถวายพระ หลวงปู่ลีท่านจะสร้างสวนป่าขึ้นใหม่ เพราะป่าเดิมชาวบ้านตัดไม้หมดแล้ว ถางเผาไปก็มาก ตั้งใจทำถวายพระด้วยใจตั้งมั่น จิตบริสุทธ์ บุญกุศลกรรมที่ดีคงช่วยไว้ พ่อยมบาลก็ต่ออายุให้อยู่ได้ทำบุญอีกต่อไปนานกว่าที่จะให้ตาย วันนี้อย่าเพิ่งตาย ยังไม่ให้ตาย ผมคิดอย่างนี้ถูกผิดอย่างไรผมก็ไม่รู้ ตั้งใจว่าได้ชื่อว่าความชั่ว ความทุจริตไม่ทำดีกว่า ทำแต่สิ่งดี ๆ ไว้ครับ คุณอย่าเพิ่งเชื่อผมนะ บางครั้งตั้งใจทำดีแต่ก็ตายครับ
นายช่างขุนแผนพูดต่อไปอีกว่า ผมได้กลิ่นเหม็นไหม้ เหมือนใครอ๊อกเหล็กแถวนี้ เอ๊ะ ไม่มีใครอ๊อกเหล็กทำอะไรนี่ อ้าว หันไปดู ลุงกำลังนอนชักงัก ๆ ก็รู้ได้ลุงถูกไฟแรงสูงดูด เสร็จแล้ว ไฟเป็นหมื่นโวลต์จะไปเหลือเหรอครับ พอเห็นลุงฟื้นลุกนั่งจึงร้องตะโกนให้เอาลุงไปนอนสังกะสีเร็ว ๆ ถ้าช้าก็ตายอยู่ดี ถึงจะฟื้นมาได้ก็ตาม เพราะเลือดแห้ง เลือดในสมองแข้งตัว เซลล์ในตัวมันตายหมด นางวัลลิสา คลาดแคล้ว น้องสาวนำข้าพเจ้าส่งยังโรงพยาบาลเสาไห้ แพทย์พัดบาดแผลและให้ยาแก้อักเสบแล้วให้กลับบ้าน พักบ้านนางวัลลิสา อยู่ใกล้ ๆ ที่ว่าการอำเภอเสาไห้ อาการปวดร้อนลึก ๆ ไม่ทุเลา ภรรยาข้าพเจ้าและนางวัลลิสา จึงพาไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์รวมแพทย์สระบุรี แพทย์ให้ยาแก้ปวด แล้วอนุญาตให้กลับบ้านได้ จึงกลับไปพักบ้านนางวัลลิสาที่เสาไห้ น.ส.วรรณากับเพื่อน ๆ ที่โรงงานทอเส้นใย ทุกคนเขาก็เป็นห่วงเรื่องการปวดร้อน ได้จัดหาว่านหางจระเข้มาให้ จึงได้ว่านดังกล่าวพอกมือ พอกเท้า เอาเชือกรัดไว้กันหลุด เป็นอันว่าคืนนั้นอาการปวดร้อนลดลงเรื่อย ๆ เพราะว่านดูดพิษร้อนแสบได้ดีมาก วันที ๑๗ มกราคม ๒๕๓๗ ข้าพเจ้า นางไพพรรณ น.ส.นันทวรรณ เดินทางจากเสาไห้กลับกรุงเทพฯ แล้วไปรักษาตัวที่ รพ.มิชชั่นนารี ใกล้สนามม้านางเลิ้ง ปลายเดือนมกราคม ๒๕๓๗ ข้าพเจ้าพอมีกำลังดีขึ้น เดินทางไปกราบเท้าหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล ตามที่อธิษฐานใจไว้หลังจากฟื้นสติดังกล่าว หลวงพ่อบอกว่าในตัวข้าพเจ้ายังมีไฟฟ้าค้างอยู่ ไม่หมดอันตราย ๆ ให้เอายานี้ไปกินทำลายมันเสีย ได้รับน้ำมันจากหลวงพ่อ ๑ ขวด ข้าพเจ้ากินยาน้ำมันหลวงพ่อก่อนนอนวันละ ๑ ช้อนคาวทุกวัน
ผลการบำบัดรักษาด้วยยาน้ำมันของหลวงพ่อ
ยา นี้กินแล้ว เวลาถ่ายหนักมีสีดำคล้ายน้ำล้างถ่าน (ถ่านหุงข้าว) ทุกวัน กลิ่นรุนแรงผิดปกติ ข้าพเจ้าไม่ตกใจอะไร คิดว่ายานี้ช่วยทำลายเซลล์ที่ตายในร่างกายเพราะไฟฟ้าดูดให้แปรสภาพขับของ เสียออกจากร่างกายไม่ให้คั่งค้าง ให้พ้นอันตรายตามที่หลวงพ่อพูดว่า อันตราย ๆ กินยาเกือบหมดขวดก็ถ่ายหนักออกมาสีเหลืองอ่อน ๆ ตามธรรมชาติ ข้าพเจ้ายืนยันได้ว่ายาน้ำมันของหลวงพ่อมีสรรพคุณบำบัดรักษาดีจริง ทั้งนี้เพราะระหว่างกินยาน้ำมันหลวงพ่อหยุดกินยาของโรงพยาบาล เพื่อให้แน่ใจว่ายำน้ำมันได้ผลขนาดไหน เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๓๗ ข้าพเจ้าไปให้แพทย์ รพ.มิชชั่น ตรวจร่างกายอีกครั้งหนึ่ง เรื่องที่ตรวจคือ เลือด คลื่นหัวใจ ปอดและการทำงานของปอด ความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด น้ำตาลในเส้นเลือด เอกซเรย์ ผลการตรวจของแพทย์ ปกติดีทุกอย่าง
ความรู้เรื่องการถ่ายกระแสไฟฟ้าออกจากร่างกาย
ู้ที่ถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูดถึงสลบ หมดสติ ก่อนที่แพทย์แผนปัจจบันจะทำการรักษาคนป่วย มีความจำเป็นมากที่ต้องถ่ายไฟฟ้าค้างออกจากกายให้หมด มิฉะนั้นจะทำให้เซลล์ในร่างกายตาย เลือดแข็งตัว สมองไม่สามารถสั่งงานได้ เซลล์แห้ง น้ำในร่างกายจะถูกขับออกเป็นเหงื่อจนหมด ควบคุมไม่ได้ เพราะระบบต่าง ๆ เสื่อมหมดแล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นต้นไม้สด ใบไม้สด เอาน้ำร้อนเดือดรดใส่วันนี้ อีก ๒ วันสังเกตดูได้จะปรากฏว่าใบไม้ที่ถูกน้ำร้อนลวกเหี่ยวเฉาและแห้งตาย แต่ไฟฟ้าดูดจะเป็นทั่วร่างกาย
วิธีถ่ายไฟฟ้าค้างในร่างกายออกกระทำได้หลายวิธี
วิธีแรก กระทำดังที่นายช่างขุนแผนแนะนะแก่ข้าพเจ้าดังกล่าวแล้ว
วิธีที่สอง ขุดดินเป็นหลุมยาวทำนองจะฝังศพ เอาคนป่วยฝังหลุมให้โผล่แค่คอไว้หายใจ เอาดินกลบร่าง ไฟฟ้าดับ จะถ่ายเทลงดินได้รวดเร็วตลอดตัว ตัวอย่างมีรอดตายซึ่งอาจารย์สุชิน วงษ์ศา เล่าให้ฟังว่า ชายคนหนึ่งถูกไฟฟ้าแรงสูงดูด ทุกคนดูแล้วว่าชายคนนี้ตายแล้วประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ แต่บังเอิญคนที่มาดูเหตุการณ์เคยมีประสบการณ์เคยมีประสบการณ์แนะนำให้เอาคนป่วยฝังดังที่กล่าวข้างต้น คอยเฝ้าดูอาการประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ ปรากฏว่าชายคนนั้นฟื้นคืนชีพได้ อาจารย์สุชินที่ข้าพเจ้าอ้างถึง บ้านอยู่ตลาดพระพุทธฉาย อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
วิธีที่สาม เอาคนป่วยฝังทราย หรือให้คนป่วยนอนพื้นดินแล้วเอาทรายกลบถมตลอดตัว เหลือแค่คอไว้หายใจ คอยเฝ้าคนป่วยด้วย คล้ายวิธีที่สอง
เมื่อ คนป่วยฟื้นแล้ว ให้รีบนำไปหาแพทย์โดยด่วน เพื่อแพทย์แผนปัจจุบันรักษาคนป่วยต่อไป ครอบครัวข้าพเจ้าสวดมนต์ตามวิธีของหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคลทุกวัน ไม่ขาด อานิสงส์นี้ประการหนึ่ง กุศลที่ข้าพเจ้าและครอบครัวตั้งใจกระทำด้วยบริสุทธิ์อีกประการหนึ่ง จึงเป็นผลให้ข้าพเจ้าได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล แม้มีภัยมหันต็ยังมีผู้ช่วยให้พ้นภัยที่รุนแรงถึงชีวิต เป็นภัยที่เบาลงขนาดพอทนได้ เช่น ทำให้ผู้มีความรู้แนะนำช่วยเหลือ คือ นายช่างขุนแผน ผู้ควบคุมสร้างเมรุ วัดจันทบุรี ทำให้มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้ครบครันในจุดเดียวกันได้ คือ แผ่นโลหะสังกะสี และน้ำ จึงขอยืนยันได้แน่แท้ว่าการสวดมนต์ตามที่หลวงพ่อแนะนำ เกิดอานิสงส์มากจริง ๆ อ่านต่อ..
โดย เกรียง สุปันตี
ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ของเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอเรียนชี้แจงเพื่อโปรดทราบว่า ไฟฟ้าแรงสูงที่เกิดเรื่องคือ ไฟฟ้าแรงสูงที่พาดเสาใหญ่ผ่านทุ่ง ผ่านอำเภอนั้นไปอำเภอโน้นไปหมู่บ้านชุมชนต่าง ๆ เป็นสายเปลือยขนาดใหญ่ (ไม่หุ้มฉนวน) ชาวบ้านบริเวณเกิดเหตุบอกว่า สายไฟนี้ถ้ามีวัตถุอะไรผ่านเข้าไปใกล้ระยะประมาณ ๑ เมตร มีแรงดูดคล้ายแม่เหล็กจะดูดเข้าติดง่าย เมื่อก่อน ๆ บริเวณนี้มีนกนานาชาติชุกชุมมาก นกตัวใดมาเกาะสายไฟจะถูกกระแสไฟดูดตากลงมาตายทุกตัว
วันเกิดเหตุ
วันนั้นคือ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.เศษ ข้าพเจ้ากำลังใช้ไม้รวกยาวเกือบ ๑๐ เมตรสอยลูกไม้สัก (เมล็ดไม้สัก) อยู่ จู่ ๆ เกิดมีอาการลูกนัยน์ตาสว่างโชติช่วงเป็นแสงไฟนีออน กายสั่นเขย่าแรง ชาทั้งตัว คล้ายเร่งเครื่องยนต์เกียร์ว่าง ความรู้สึกไม่มี จะเรียก จะร้องโอดโอยไม่มีความมีชีวิตเป็นศูนย์ ไม่อาจรู้ว่าตนเองเป็นอะไร แล้วกายที่แข็งทื่อดั่งท่อนไม้ล้มฟาดพื้นดินตึง แรงกระแทกพื้นศีรษะกระดอนขึ้นแล้วกลับกระแทกอีกครั้ง นอนชักกายดิ้นดังปลาช่อนถูกทุบหัวบนแผงลอย พอฟื้นขึ้นจิตแว้บคิดถึง หลวงปู่ลี กุสฺสลธโร หลวงตามหาบัว ญาณสฺมปนฺโน หลวงพ่อเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล ข้าพเจ้าร้องไห้คนเดียว น้ำตาหลั่งพราก ๆ ลูกไม่ตาย ลูกไม่ตาย มีแรงไปได้วันไหนจะไปกราบเท้าหลวงพ่อเจ้าคุณองค์แรกก่อน แล้วค่อยไปกราบหลวงปู่ลีกับหลวงตามหาบัว จิตตั้งมั่นดีแล้วลุกขึ้นนั่งกับพื้นดินกายสั่น มือเท้าสั่น สงสัยตนเองว่าทำไมเป็นเช่นนี้ พยายามลุกยืนก็สั่น
ทันใดนั้นลูกสาวข้าพเจ้า คือ น.ส.นันทวรรณ กัน น.ส.วันนา และเพื่อน ๆ จากโรงงานทอเส้นใยที่ไปเก็บลูกสัก และ นางวัลลิสา คลาดแคล้ว น้องข้าพเจ้า ต่างรีบเดินมาที่ข้าพเจ้าเล่าเหตุการณ์ที่แต่ละคนได้เห็นต่าง ๆ กัน
คนที่ ๑ เห็นไฟฟ้าลุกเป็นประกายที่ปลายไม้รวกซึ่งข้าพเจ้าถืออยู่
คนที่ ๒ เห็นประกายไฟฟ้าวิ่งตามลำไม้ลวกลุกเป็นประกายที่มือและที่เท้าของข้าพเจ้า
คนที่ ๓ เห็นประกายไฟฟ้าช็อตที่เท้ากับดินเป็นควันขึ้น
คนที่ ๔ เห็นข้าพเจ้ากำลังนอนชักดิ้นที่พื้นดิน
น.ส.นันทวรรณ วิ่งเข้าหาจะกระชากข้าพเจ้าให้หลุดจากไม้รวกที่กำอยู่ ไฟฟ้ากำลังดูดติดอยู่ แต่เพื่อน ๆ ห้ามไว้ เข้าไปฉุดกี่คนก็พากันตายหมด ปล่อยให้ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างนั้นตามเรื่องที่เกิด รอให้ข้าพเจ้าตายไฟก็หยุดไปเอง เมื่อข้าพเจ้าลุกยืนได้ พระภิกษุรูปหนึ่งดูแลงานสร้างเมรุอยู่ใกล้ ๆ เดินเข้ามาที่ข้าพเจ้าด้วยความเป็นห่วง พูดขึ้นว่า ตั้งแต่สายไฟแรงสูงผ่านตรงนี้ตาย ๓ ศพแล้ว โยมคนที่ ๔ ไม่ตายโชคดีนะ นายช่างขุนแผน หัวหน้าช่างสร้างเมรุ ร้องตะโกนจากบนอาคารเมรุ ให้เอาลุงไปนอนแผนสังกะสีเร็ว ๆ ถ่ายไฟฟ้าค้างออกจากตัวให้หมด ถ้าไม่ถ่ายไฟออกไม่งั้นตายแน่ ๆ เอาน้ำราดดินให้เปียกก่อนนะ วางสังกะสีที่ดินเปียกราดน้ำอีกทีให้ลุงนอนบนสังกะสีเร็ว ๆ
เมื่อ ข้าพเจ้านอนบนแผ่นสังกะสีครู่หนึ่ง (ประมาณ ๓๐ นาที) อาการสั่นทั้งตัวและเท้าลดลง แต่มือขวายังสั่น ยังแกว่ง ๆ อยู่ เอาน้ำราดอีก กดมือแนบดินแน่นเข้าไว้ ครู่หนึ่งมือหยุดสั่นหยุดแกว่ง แต่อาการร้อนและปวดเมื่อยทั่วตัวไม่ลด ความชาทั้งตัวโดยเฉพาะที่แผ่นหลังซึ่งฟาดกับพื้นดินยังชามาก แม้เอามีดกรีดก็ไม่รู้สึกเจ็บ เข็มแหลมแทงไม่รู้สึกเจ็บ บาดแผลที่กัวแม่เท้าขวาซึ่งกระแสไฟพุ่งออกจากร่างกายทะลุลงสู่ดินก็ชาไม่ รู้สึกเจ็บแม้จะทำการผ่าตัดใด ๆ น้ำในร่างกายไหลออกเป็นเหงื่อเปียกชุ่มดั่งตักน้ำราดอาบน้ำ ปวดร้าวทั้งตัวคล้ายตกต้นไม้สูงกระทบพื้นดิน แต่ไม่พูดให้ทุกคนในที่เกิดเหตุฟัง เพราะกลัวตกใจและเป็นห่วงข้าพเจ้ามากเกินไปแล้ววุ่นวาย พูดเพียงว่า ไม่เป็นไร ไม่เจ็บอะไรเลย ฝ่าเท้า หลังเท้า นิ้วเท้าขวาสุกแดง คล้าย ๆ กุ้งสดถูกเผา ฝ่ามือขวาสุกแดงทำนองเดียวกัน ปวดเจ็บปวดร้อนลึก ๆ หนักหน่วงทีเดียว ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกเจ็บปวดร้อนผิวหนัง แต่ไฟฟ้าดูดเจ็บปวดและร้อนลึกข้างในกายทั่วตัว นายช่างขุนแผน ลงจากอาคารเมรุมาเยี่ยมเยียนข้าพเจ้าที่กำลังนอนถ่ายกระแสไฟฟ้าออก ถามข้าพเจ้าว่า ลุงมีดีอะไร ไฟฟ้าแรงสูงขนาดนี้ดูดไม่ตาย เท่าที่ผมเคยเห็นดูดใครได้เผาทุกราย บริเวณนี้ไฟดูดตายก่อนลุงมาแล้ว ๓ ศพ แต่ลุงไม่ตาย แปลกใจ ลุงโชคดีนะครับ
ข้าพเจ้าบอกนายช่างขุนแผนว่า งานที่ผมและครอบครัวมาทำนี้ทำถวายพระ หลวงปู่ลีท่านจะสร้างสวนป่าขึ้นใหม่ เพราะป่าเดิมชาวบ้านตัดไม้หมดแล้ว ถางเผาไปก็มาก ตั้งใจทำถวายพระด้วยใจตั้งมั่น จิตบริสุทธ์ บุญกุศลกรรมที่ดีคงช่วยไว้ พ่อยมบาลก็ต่ออายุให้อยู่ได้ทำบุญอีกต่อไปนานกว่าที่จะให้ตาย วันนี้อย่าเพิ่งตาย ยังไม่ให้ตาย ผมคิดอย่างนี้ถูกผิดอย่างไรผมก็ไม่รู้ ตั้งใจว่าได้ชื่อว่าความชั่ว ความทุจริตไม่ทำดีกว่า ทำแต่สิ่งดี ๆ ไว้ครับ คุณอย่าเพิ่งเชื่อผมนะ บางครั้งตั้งใจทำดีแต่ก็ตายครับ
นายช่างขุนแผนพูดต่อไปอีกว่า ผมได้กลิ่นเหม็นไหม้ เหมือนใครอ๊อกเหล็กแถวนี้ เอ๊ะ ไม่มีใครอ๊อกเหล็กทำอะไรนี่ อ้าว หันไปดู ลุงกำลังนอนชักงัก ๆ ก็รู้ได้ลุงถูกไฟแรงสูงดูด เสร็จแล้ว ไฟเป็นหมื่นโวลต์จะไปเหลือเหรอครับ พอเห็นลุงฟื้นลุกนั่งจึงร้องตะโกนให้เอาลุงไปนอนสังกะสีเร็ว ๆ ถ้าช้าก็ตายอยู่ดี ถึงจะฟื้นมาได้ก็ตาม เพราะเลือดแห้ง เลือดในสมองแข้งตัว เซลล์ในตัวมันตายหมด นางวัลลิสา คลาดแคล้ว น้องสาวนำข้าพเจ้าส่งยังโรงพยาบาลเสาไห้ แพทย์พัดบาดแผลและให้ยาแก้อักเสบแล้วให้กลับบ้าน พักบ้านนางวัลลิสา อยู่ใกล้ ๆ ที่ว่าการอำเภอเสาไห้ อาการปวดร้อนลึก ๆ ไม่ทุเลา ภรรยาข้าพเจ้าและนางวัลลิสา จึงพาไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์รวมแพทย์สระบุรี แพทย์ให้ยาแก้ปวด แล้วอนุญาตให้กลับบ้านได้ จึงกลับไปพักบ้านนางวัลลิสาที่เสาไห้ น.ส.วรรณากับเพื่อน ๆ ที่โรงงานทอเส้นใย ทุกคนเขาก็เป็นห่วงเรื่องการปวดร้อน ได้จัดหาว่านหางจระเข้มาให้ จึงได้ว่านดังกล่าวพอกมือ พอกเท้า เอาเชือกรัดไว้กันหลุด เป็นอันว่าคืนนั้นอาการปวดร้อนลดลงเรื่อย ๆ เพราะว่านดูดพิษร้อนแสบได้ดีมาก วันที ๑๗ มกราคม ๒๕๓๗ ข้าพเจ้า นางไพพรรณ น.ส.นันทวรรณ เดินทางจากเสาไห้กลับกรุงเทพฯ แล้วไปรักษาตัวที่ รพ.มิชชั่นนารี ใกล้สนามม้านางเลิ้ง ปลายเดือนมกราคม ๒๕๓๗ ข้าพเจ้าพอมีกำลังดีขึ้น เดินทางไปกราบเท้าหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล ตามที่อธิษฐานใจไว้หลังจากฟื้นสติดังกล่าว หลวงพ่อบอกว่าในตัวข้าพเจ้ายังมีไฟฟ้าค้างอยู่ ไม่หมดอันตราย ๆ ให้เอายานี้ไปกินทำลายมันเสีย ได้รับน้ำมันจากหลวงพ่อ ๑ ขวด ข้าพเจ้ากินยาน้ำมันหลวงพ่อก่อนนอนวันละ ๑ ช้อนคาวทุกวัน
ผลการบำบัดรักษาด้วยยาน้ำมันของหลวงพ่อ
ยา นี้กินแล้ว เวลาถ่ายหนักมีสีดำคล้ายน้ำล้างถ่าน (ถ่านหุงข้าว) ทุกวัน กลิ่นรุนแรงผิดปกติ ข้าพเจ้าไม่ตกใจอะไร คิดว่ายานี้ช่วยทำลายเซลล์ที่ตายในร่างกายเพราะไฟฟ้าดูดให้แปรสภาพขับของ เสียออกจากร่างกายไม่ให้คั่งค้าง ให้พ้นอันตรายตามที่หลวงพ่อพูดว่า อันตราย ๆ กินยาเกือบหมดขวดก็ถ่ายหนักออกมาสีเหลืองอ่อน ๆ ตามธรรมชาติ ข้าพเจ้ายืนยันได้ว่ายาน้ำมันของหลวงพ่อมีสรรพคุณบำบัดรักษาดีจริง ทั้งนี้เพราะระหว่างกินยาน้ำมันหลวงพ่อหยุดกินยาของโรงพยาบาล เพื่อให้แน่ใจว่ายำน้ำมันได้ผลขนาดไหน เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๓๗ ข้าพเจ้าไปให้แพทย์ รพ.มิชชั่น ตรวจร่างกายอีกครั้งหนึ่ง เรื่องที่ตรวจคือ เลือด คลื่นหัวใจ ปอดและการทำงานของปอด ความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด น้ำตาลในเส้นเลือด เอกซเรย์ ผลการตรวจของแพทย์ ปกติดีทุกอย่าง
ความรู้เรื่องการถ่ายกระแสไฟฟ้าออกจากร่างกาย
ู้ที่ถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูดถึงสลบ หมดสติ ก่อนที่แพทย์แผนปัจจบันจะทำการรักษาคนป่วย มีความจำเป็นมากที่ต้องถ่ายไฟฟ้าค้างออกจากกายให้หมด มิฉะนั้นจะทำให้เซลล์ในร่างกายตาย เลือดแข็งตัว สมองไม่สามารถสั่งงานได้ เซลล์แห้ง น้ำในร่างกายจะถูกขับออกเป็นเหงื่อจนหมด ควบคุมไม่ได้ เพราะระบบต่าง ๆ เสื่อมหมดแล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นต้นไม้สด ใบไม้สด เอาน้ำร้อนเดือดรดใส่วันนี้ อีก ๒ วันสังเกตดูได้จะปรากฏว่าใบไม้ที่ถูกน้ำร้อนลวกเหี่ยวเฉาและแห้งตาย แต่ไฟฟ้าดูดจะเป็นทั่วร่างกาย
วิธีถ่ายไฟฟ้าค้างในร่างกายออกกระทำได้หลายวิธี
วิธีแรก กระทำดังที่นายช่างขุนแผนแนะนะแก่ข้าพเจ้าดังกล่าวแล้ว
วิธีที่สอง ขุดดินเป็นหลุมยาวทำนองจะฝังศพ เอาคนป่วยฝังหลุมให้โผล่แค่คอไว้หายใจ เอาดินกลบร่าง ไฟฟ้าดับ จะถ่ายเทลงดินได้รวดเร็วตลอดตัว ตัวอย่างมีรอดตายซึ่งอาจารย์สุชิน วงษ์ศา เล่าให้ฟังว่า ชายคนหนึ่งถูกไฟฟ้าแรงสูงดูด ทุกคนดูแล้วว่าชายคนนี้ตายแล้วประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ แต่บังเอิญคนที่มาดูเหตุการณ์เคยมีประสบการณ์เคยมีประสบการณ์แนะนำให้เอาคนป่วยฝังดังที่กล่าวข้างต้น คอยเฝ้าดูอาการประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ ปรากฏว่าชายคนนั้นฟื้นคืนชีพได้ อาจารย์สุชินที่ข้าพเจ้าอ้างถึง บ้านอยู่ตลาดพระพุทธฉาย อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
วิธีที่สาม เอาคนป่วยฝังทราย หรือให้คนป่วยนอนพื้นดินแล้วเอาทรายกลบถมตลอดตัว เหลือแค่คอไว้หายใจ คอยเฝ้าคนป่วยด้วย คล้ายวิธีที่สอง
เมื่อ คนป่วยฟื้นแล้ว ให้รีบนำไปหาแพทย์โดยด่วน เพื่อแพทย์แผนปัจจุบันรักษาคนป่วยต่อไป ครอบครัวข้าพเจ้าสวดมนต์ตามวิธีของหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคลทุกวัน ไม่ขาด อานิสงส์นี้ประการหนึ่ง กุศลที่ข้าพเจ้าและครอบครัวตั้งใจกระทำด้วยบริสุทธิ์อีกประการหนึ่ง จึงเป็นผลให้ข้าพเจ้าได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล แม้มีภัยมหันต็ยังมีผู้ช่วยให้พ้นภัยที่รุนแรงถึงชีวิต เป็นภัยที่เบาลงขนาดพอทนได้ เช่น ทำให้ผู้มีความรู้แนะนำช่วยเหลือ คือ นายช่างขุนแผน ผู้ควบคุมสร้างเมรุ วัดจันทบุรี ทำให้มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้ครบครันในจุดเดียวกันได้ คือ แผ่นโลหะสังกะสี และน้ำ จึงขอยืนยันได้แน่แท้ว่าการสวดมนต์ตามที่หลวงพ่อแนะนำ เกิดอานิสงส์มากจริง ๆ อ่านต่อ..
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง หลวงพ่อจรัญ ผู้มีพระคุณต่อลูก
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง หลวงพ่อจรัญ ผู้มีพระคุณต่อลูก
โดย พ.อ.สรรเพชญ พานิช
หลวงพ่อจรัญเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาช่วยเหลือข้าพเจ้าตลอดมา เปรียบเสมือนเป็นบิดาคนที่ ๒ ของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้ามักจะเดินทางมาเยี่ยมหลวงพ่ออย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง มาโดยตลอด
ในระหว่างข้าพเจ้ากำลังศึกษาชั้นมัธยม คุณพ่อของข้าพเจ้า (พล.ต.วสันต์ พานิช) ได้พาคุณแม่, ข้าพเจ้าและน้องอีก ๒ คน ไปเยี่ยมหลวงพ่อจรัญ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ท่านได้อบรมแนะนำสั่งสอนในการปฏิบัติตนให้เป็นลูกที่ดี ตัวเราในฐานะเป็นลูกควรปฏิบัติตามคำสั่งสอน เป็นลูกที่ดี ได้แก่ เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ ขยันเรียน สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ ถ้าหากจะให้เรียนดีเรียนเก่ง จะต้องทำสมาธิประมาณ ๑๕ นาทีหลังสวดมนต์ทุกวัน จะทำให้มีความจำดี
หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อได้พาข้าพเจ้าและน้องไปหาหลวงพ่อ ขอขึ้นกรรมฐาน แล้วข้าพเจ้าก็นำมาปฏิบัติเรื่อยมา ขยันดูหนังสือทำการบ้าน ทำให้ผลการเรียนได้คะแนนดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อจบการศึกษามัธยมปีที่ ๖ ข้าพเจ้ามีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหารอย่างคุณพ่อ จึงได้ไปกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในปี ๒๕๑๒ ปรากฏว่าผลการสอบข้อเขียนไม่ผ่าน ข้าพเจ้าเสียใจมาก แต่ก็มีกำลังใจจะสมัครเข้าสอบแก้ตัวใหม่อีกครั้ง เมื่อมีเวลา พ่อได้นำข้าพเจ้าพร้อมด้วยน้องไปเยี่ยมและปรึกษาหลวงพ่อเพื่อหาแนวทาง ปฏิบัติที่ถูกต้อง จะได้มีโอกาสเป็นนักเรียนเตรียมทหาร หลวงพ่อได้แนะนำหนทางปฏิบัติ ให้สวดมนต์แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรและปฏิบัติกรรมฐานประมาณ ๑๕ นาที หลังสวดมนต์ทุกครั้งและกวดวิชาซ้ำอีกพร้อมทั้งหลวงพ่อจะแผ่เมตตาช่วยอีกทางหนึ่งด้วย
ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามที่หลวงพ่อแนะนำมาอย่างเคร่งครัด เมื่อถึงเวลาสอบคัดเลือก เดือนเมษายน ๒๕๑๓ ข้าพเจ้าก็สมัครเข้าสอบและปรากฏว่าสอบได้ตามที่ตั้งใจไว้ทุกประการ ข้าพเจ้าได้เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ ๑๓
ข้าพเจ้า ได้เข้ารายงานตัวเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เรียนอยู่ ๒ ปี เมื่อจบจากโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว ก็ได้เลื่อนชั้นเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย จปร. ปีที่ ๑ และเรียนอีก ๕ ปี เมื่อจบการศึกษาออกรับราชการในเหล่าสรรพาวุธ ข้าพเจ้าได้เดินทางไปรับราชการยังหน่วยกองสรรพาวุธเบา พล ๕ เมื่อได้เข้าไปรายงานตัวกับผู้บังคับบัญชาเรียบร้อยแล้ว ท่านได้มอบหมายให้ทำงานด้านการส่งกำลังบำรุงประมาณ ๖ เดือน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ไปราชการที่จังหวัดสงขลาโดยรถจี๊ปในวันศุกร์ และเดินทางกลับมายังหน่วยที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในวันอาทิตย์ตั้งแต่เช้า แต่ปรากฏว่ารถจี๊ปที่ข้าพเจ้านั่งไปเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำลงข้างทาง เนื่องจากรถโดยสารสุราษฎร์-บ้านดอนคันหนึ่งวิ่งเข้าชนท้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และต้องการจะเก็บข้าพเจ้าและคนขับรถให้ตายทันที โดยรถโดยสารคันดังกล่าววิ่งแซงขึ้นไปข้างหน้ารถจี๊ป และใช้ข้างรถโดยสารชนรถจี๊ปอีกครั้งให้พลิกคว่ำ ในเวลานั้นข้าพเจ้ามีสติตลอดเวลา ได้นึกถึงหลวงพ่อจรัญขอให้ท่านช่วย และสั่งการให้คนขับรถเกาะติดอยู่กับรถ โดยจับพวงมาลัยรถให้แน่น อย่าให้หลุดออกมาจากรถขณะที่รถพลิกคว่ำ คนขับรถได้ปฏิบัติตามที่สั่งไว้ จึงไม่ได้รับอันตรายและรอดชีวิต ส่วนตัวของข้าพเจ้ารู้สึกในขณะที่รถจะพลิกคว่ำ ว่าจะต้องหลุดออกจากนอกรถไปแล้ว เนื่องจากเกิดแรงเหวี่ยงของรถ ข้าพเจ้าจึงใช้หลักการนักโดดร่ม คือ การเก็บคอ งอเข่า เท้าชิด ทำให้ตัวของข้าพเจ้ากลมเหมือนลูกฟุตบอล เวลาตกจากรถจี๊ปแล้วจะได้กลิ้งไปบนพื้นดินได้อย่างปลอดภัย แต่ปรากฏว่า เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าหลุดออกไปจากรถจี๊ปกลายเป็นลอยออกจากรถไปอยู่ห่างจากตัวรถจี๊ปเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ซึ่งปลอดภัยหาก รถจี๊ปพลิกคว่ำก็ไม่สามารถทับร่างของข้าพเจ้าได้ จึงเป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะบริเวณที่ข้าพเจ้านอนอยู่ที่พื้นดินนั้น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อยู่หนาแน่นห่างกันประมาณ ๑ เมตร ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว น่าจะได้รับอันตรายเกิดจากแรงเหวี่ยงของรถจี๊ป ทำให้ข้าพเจ้าไปชนกับต้นไม้ริมทางได้ หลังจากที่ข้าพเจ้านอนสิ้นสติอยู่บริเวณนั้น ก็มีชาวบ้าน และมีอนามัยจังหวัดนครศรีธรรมราชท่านหนึ่งเดินทางผ่านมาโดยรถยนต์ปิกอัพ และพบเห็นเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าประสบ ได้ช่วยให้ข้าพเจ้าฟื้นจากการสิ้นสติ และถามข้าพเจ้าว่าจะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ
เหตุการณ์ นี้ หลวงพ่อจรัญเคยบอกไว้ก่อนล่วงหน้าเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปกราบลาหลวงพ่อจรัญ ที่วัดอัมพวัน ก่อนเดินทางไปรับราชการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ และสั่งให้ระวังตัว แต่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร จะมีโม่งขาวมาช่วยชีวิต ทุกอย่างปลอดภัย นับว่าเหตุการณ์นี้ได้เป็นจริงตามที่ท่านหลวงพ่อจรัญกล่าวไว้ทุกประการ และนับว่าท่านได้ช่วยเหลือข้าพเจ้าเป็นครั้งที่สอง ประมาณเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ข้าพเจ้าได้ย้ายเข้ามารับราชการที่กรุงเทพฯ ที่กรมสรรพาวุธทหารบก (กองสรรพาวุธกลางที่ ๓) ปฏิบัติงานมาถึง พ.ศ. ๒๕๒๔ ประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้เดินทางไปเยี่ยมหลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อจรัญได้แนะนำให้ข้าพเจ้าบวช ประมาณกลางเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ขณะที่ข้าพเจ้าบวชเป็นพระอยู่ ในช่วงเวลาหลังเพล ก็เดินลงมาจากศาลากลับจากฉัน ปรากฏว่าบุญกุศลของข้าพเจ้าที่บำเพ็ญในระหว่างบวชมีอานิสงส์ส่งให้คุณพ่อได้ รับความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ได้รับพระราชทานยศเป็นพลตรี
หลวงพ่อจรัญให้ความเมตตา ต่อข้าพเจ้าเสมอ ทั้งในเรื่องการงานและเรื่องส่วนตัว จนข้าพเจ้าได้เลื่อนยศสูงขึ้นตามลำดับ และท่านยังให้พรทุกครั้งที่ไปกราบหลวงพ่อ จึงนับว่าหลวงพ่อเป็นบิดาคนที่สองที่ส่องทางชีวิตให้ลูกก้าวเดินพ้นอุปสรรค ลูกขอเทิดบูชาไว้เหนือเกล้า ไม่มีวันลืมเลือนเลย สุดท้ายนี้เนื่องจากในโอกาสที่เป็นวันมงคลคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อจรัญ ในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๗ เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย อันมีพระแก้วมรกต และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงโปรดดลบันดาลให้หลวงพ่อจรัญจงมีอายุยิ่งยืนนาน เพื่ออยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ข้าพเจ้าและลูกศิษย์ที่เคารพรักตลอดไป
มี วรรณะ ผุดผ่องนวลใย ใสสะอาด ดุจดวงแก้ว
มี สุขะ ในโลกุตตรธรรม
มี พละ พลังจิตคุ้มครองภัย
จงทุกประการเทอญ อ่านต่อ..
โดย พ.อ.สรรเพชญ พานิช
หลวงพ่อจรัญเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาช่วยเหลือข้าพเจ้าตลอดมา เปรียบเสมือนเป็นบิดาคนที่ ๒ ของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้ามักจะเดินทางมาเยี่ยมหลวงพ่ออย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง มาโดยตลอด
ในระหว่างข้าพเจ้ากำลังศึกษาชั้นมัธยม คุณพ่อของข้าพเจ้า (พล.ต.วสันต์ พานิช) ได้พาคุณแม่, ข้าพเจ้าและน้องอีก ๒ คน ไปเยี่ยมหลวงพ่อจรัญ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ท่านได้อบรมแนะนำสั่งสอนในการปฏิบัติตนให้เป็นลูกที่ดี ตัวเราในฐานะเป็นลูกควรปฏิบัติตามคำสั่งสอน เป็นลูกที่ดี ได้แก่ เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ ขยันเรียน สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ ถ้าหากจะให้เรียนดีเรียนเก่ง จะต้องทำสมาธิประมาณ ๑๕ นาทีหลังสวดมนต์ทุกวัน จะทำให้มีความจำดี
หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อได้พาข้าพเจ้าและน้องไปหาหลวงพ่อ ขอขึ้นกรรมฐาน แล้วข้าพเจ้าก็นำมาปฏิบัติเรื่อยมา ขยันดูหนังสือทำการบ้าน ทำให้ผลการเรียนได้คะแนนดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อจบการศึกษามัธยมปีที่ ๖ ข้าพเจ้ามีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหารอย่างคุณพ่อ จึงได้ไปกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในปี ๒๕๑๒ ปรากฏว่าผลการสอบข้อเขียนไม่ผ่าน ข้าพเจ้าเสียใจมาก แต่ก็มีกำลังใจจะสมัครเข้าสอบแก้ตัวใหม่อีกครั้ง เมื่อมีเวลา พ่อได้นำข้าพเจ้าพร้อมด้วยน้องไปเยี่ยมและปรึกษาหลวงพ่อเพื่อหาแนวทาง ปฏิบัติที่ถูกต้อง จะได้มีโอกาสเป็นนักเรียนเตรียมทหาร หลวงพ่อได้แนะนำหนทางปฏิบัติ ให้สวดมนต์แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรและปฏิบัติกรรมฐานประมาณ ๑๕ นาที หลังสวดมนต์ทุกครั้งและกวดวิชาซ้ำอีกพร้อมทั้งหลวงพ่อจะแผ่เมตตาช่วยอีกทางหนึ่งด้วย
ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามที่หลวงพ่อแนะนำมาอย่างเคร่งครัด เมื่อถึงเวลาสอบคัดเลือก เดือนเมษายน ๒๕๑๓ ข้าพเจ้าก็สมัครเข้าสอบและปรากฏว่าสอบได้ตามที่ตั้งใจไว้ทุกประการ ข้าพเจ้าได้เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ ๑๓
ข้าพเจ้า ได้เข้ารายงานตัวเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เรียนอยู่ ๒ ปี เมื่อจบจากโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว ก็ได้เลื่อนชั้นเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย จปร. ปีที่ ๑ และเรียนอีก ๕ ปี เมื่อจบการศึกษาออกรับราชการในเหล่าสรรพาวุธ ข้าพเจ้าได้เดินทางไปรับราชการยังหน่วยกองสรรพาวุธเบา พล ๕ เมื่อได้เข้าไปรายงานตัวกับผู้บังคับบัญชาเรียบร้อยแล้ว ท่านได้มอบหมายให้ทำงานด้านการส่งกำลังบำรุงประมาณ ๖ เดือน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ไปราชการที่จังหวัดสงขลาโดยรถจี๊ปในวันศุกร์ และเดินทางกลับมายังหน่วยที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในวันอาทิตย์ตั้งแต่เช้า แต่ปรากฏว่ารถจี๊ปที่ข้าพเจ้านั่งไปเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำลงข้างทาง เนื่องจากรถโดยสารสุราษฎร์-บ้านดอนคันหนึ่งวิ่งเข้าชนท้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และต้องการจะเก็บข้าพเจ้าและคนขับรถให้ตายทันที โดยรถโดยสารคันดังกล่าววิ่งแซงขึ้นไปข้างหน้ารถจี๊ป และใช้ข้างรถโดยสารชนรถจี๊ปอีกครั้งให้พลิกคว่ำ ในเวลานั้นข้าพเจ้ามีสติตลอดเวลา ได้นึกถึงหลวงพ่อจรัญขอให้ท่านช่วย และสั่งการให้คนขับรถเกาะติดอยู่กับรถ โดยจับพวงมาลัยรถให้แน่น อย่าให้หลุดออกมาจากรถขณะที่รถพลิกคว่ำ คนขับรถได้ปฏิบัติตามที่สั่งไว้ จึงไม่ได้รับอันตรายและรอดชีวิต ส่วนตัวของข้าพเจ้ารู้สึกในขณะที่รถจะพลิกคว่ำ ว่าจะต้องหลุดออกจากนอกรถไปแล้ว เนื่องจากเกิดแรงเหวี่ยงของรถ ข้าพเจ้าจึงใช้หลักการนักโดดร่ม คือ การเก็บคอ งอเข่า เท้าชิด ทำให้ตัวของข้าพเจ้ากลมเหมือนลูกฟุตบอล เวลาตกจากรถจี๊ปแล้วจะได้กลิ้งไปบนพื้นดินได้อย่างปลอดภัย แต่ปรากฏว่า เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าหลุดออกไปจากรถจี๊ปกลายเป็นลอยออกจากรถไปอยู่ห่างจากตัวรถจี๊ปเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ซึ่งปลอดภัยหาก รถจี๊ปพลิกคว่ำก็ไม่สามารถทับร่างของข้าพเจ้าได้ จึงเป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะบริเวณที่ข้าพเจ้านอนอยู่ที่พื้นดินนั้น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อยู่หนาแน่นห่างกันประมาณ ๑ เมตร ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว น่าจะได้รับอันตรายเกิดจากแรงเหวี่ยงของรถจี๊ป ทำให้ข้าพเจ้าไปชนกับต้นไม้ริมทางได้ หลังจากที่ข้าพเจ้านอนสิ้นสติอยู่บริเวณนั้น ก็มีชาวบ้าน และมีอนามัยจังหวัดนครศรีธรรมราชท่านหนึ่งเดินทางผ่านมาโดยรถยนต์ปิกอัพ และพบเห็นเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าประสบ ได้ช่วยให้ข้าพเจ้าฟื้นจากการสิ้นสติ และถามข้าพเจ้าว่าจะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ
เหตุการณ์ นี้ หลวงพ่อจรัญเคยบอกไว้ก่อนล่วงหน้าเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปกราบลาหลวงพ่อจรัญ ที่วัดอัมพวัน ก่อนเดินทางไปรับราชการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ และสั่งให้ระวังตัว แต่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร จะมีโม่งขาวมาช่วยชีวิต ทุกอย่างปลอดภัย นับว่าเหตุการณ์นี้ได้เป็นจริงตามที่ท่านหลวงพ่อจรัญกล่าวไว้ทุกประการ และนับว่าท่านได้ช่วยเหลือข้าพเจ้าเป็นครั้งที่สอง ประมาณเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ข้าพเจ้าได้ย้ายเข้ามารับราชการที่กรุงเทพฯ ที่กรมสรรพาวุธทหารบก (กองสรรพาวุธกลางที่ ๓) ปฏิบัติงานมาถึง พ.ศ. ๒๕๒๔ ประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้เดินทางไปเยี่ยมหลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อจรัญได้แนะนำให้ข้าพเจ้าบวช ประมาณกลางเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ขณะที่ข้าพเจ้าบวชเป็นพระอยู่ ในช่วงเวลาหลังเพล ก็เดินลงมาจากศาลากลับจากฉัน ปรากฏว่าบุญกุศลของข้าพเจ้าที่บำเพ็ญในระหว่างบวชมีอานิสงส์ส่งให้คุณพ่อได้ รับความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ได้รับพระราชทานยศเป็นพลตรี
หลวงพ่อจรัญให้ความเมตตา ต่อข้าพเจ้าเสมอ ทั้งในเรื่องการงานและเรื่องส่วนตัว จนข้าพเจ้าได้เลื่อนยศสูงขึ้นตามลำดับ และท่านยังให้พรทุกครั้งที่ไปกราบหลวงพ่อ จึงนับว่าหลวงพ่อเป็นบิดาคนที่สองที่ส่องทางชีวิตให้ลูกก้าวเดินพ้นอุปสรรค ลูกขอเทิดบูชาไว้เหนือเกล้า ไม่มีวันลืมเลือนเลย สุดท้ายนี้เนื่องจากในโอกาสที่เป็นวันมงคลคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อจรัญ ในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๗ เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย อันมีพระแก้วมรกต และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงโปรดดลบันดาลให้หลวงพ่อจรัญจงมีอายุยิ่งยืนนาน เพื่ออยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ข้าพเจ้าและลูกศิษย์ที่เคารพรักตลอดไป
มี วรรณะ ผุดผ่องนวลใย ใสสะอาด ดุจดวงแก้ว
มี สุขะ ในโลกุตตรธรรม
มี พละ พลังจิตคุ้มครองภัย
จงทุกประการเทอญ อ่านต่อ..
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง วินาทีแห่งความตาย
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง วินาทีแห่งความตาย
โดย ภัทรวดี องค์สกุล
ความเบื้องต้น
ดิฉัน เป็นอาจารย์ประจำสถาบันราชภัฏสงขลา (วิทยาลัยครูสงขลา) พักอาศัย ณ บ้านพักข้าราชการภายในบริเวณวิทยาลัย ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ห่างจากตัวบ้านของดิฉันไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๕-๖ เมตร มีต้นตาลอายุหลายสิบปี ๒ ต้น ถ้าลากเส้นตรงจากต้นตาลต้นแรกมายังตัวบ้านก็จะตรงกับกึ่งกลางบ้าน ส่วนต้นที่สองจะตรงแนวชายคาบ้าน ความสูงตลอดต้นประมาณ ๑๘-๒๐ เมตร และเนื่องจากต้นตาลนี้อยู่ทางทิศตะวันออก หากถึงฤดูฝนหรือฤดูมรสุมของภาคใต้อันเกิดจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียง เหนือ โอกาสที่ต้นตาลจะล้มมาโดนตัวบ้านมีทางเป็นไปได้มาก ไม่ว่าจะล้มในแนวตรงหรือแนวเฉียง เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ดิฉันได้ทำบันทึกถึงวิทยาลัยขอความอนุเคราะห์ตัดต้นตาลทั้งสองต้นนี้ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ชี้แจงว่า จากประสบการณ์และความรู้ในชีวิตจริงของเขา ไม่เคยมีต้นตาลล้ม การเจรจาเรื่องนี้ดำเนินมาเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา ๕ ปี จนอาจสร้างความรำคาญขึ้นบ้างก็ได้ที่ดิฉันไม่ละความพยายาม แม้จะเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่แล้วก็ตาม
ดัง นั้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๖ (๓ สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุร้าย) จึงมีการคุยกันเรื่องนี้ โดยดิฉันได้รับคำยืนยันว่า ถึงต้นตาลจะสูงแค่ไหนและมียอดหนักปานใด ก็จะไม่ล้มเด็ดขาด เพราะมันมีเนื้อไม้ที่เหนียว เมื่อมีลมแรง ๆ มันจะเอนตามและคืนตัวกลับได้ เรื่องที่ดิฉันวิตกนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ก็ได้ผลคือดิฉันเลิกคิดกังวลเรื่องนี้ไปเลยเพราะเชื่อสนิท แต่ทั้งนี้ทางวิทยาลัยไม่ทราบว่าในระหว่าง ๕ ปีที่ผ่านมา ต้นตาลทั้งสองเคยถูกหยอดน้ำมันก๊าดตรงยอดของมันจนมันตากซากไประยะหนึ่ง แล้วกลับฟื้นตัวแตกยอดออกผลใหม่อีก ดิฉันเองก็ไม่ทราบว่าต้นตาลทั้งสองจะมีเนื้อไม้เสียไปไม่เหมือนเดิม จึงไม่ได้แจ้งรายละเอียดส่วนนี้เพิ่มเติมให้ทางวิทยาลัยทราบ ต้นตาลที่เปรียบเสมือนผีดิบนี้เจริญเติบโตลวงตาว่าเป็นต้นตาลปกติ ทั้งที่ข้างในของมันกลวงตลอดแนวเนื่องจากน้ำมันก๊าด ดังนั้นวันหนึ่งเมื่อมีลมพายุพัดผ่าน มันจึงหักทับบ้านของดิฉันโดยที่ตอและรากของมันยังคงอยู่ในดินเปิดเผยสภาพ ความจริงของลำต้นที่กลวงให้ได้เห็น
เหตุการณ์
คืน วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ ล่วงเข้าวันที่ ๑๖ เวลาเกือบสองนาฬิกา ก็เกิดเหตุการณ์วินาทีแห่งความตาย ในตอนกลางวันของวันที่ ๑๕ ธันวาคม กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกเตือนเป็นระยะ ๆว่า พายุชื่อแมนนี่ จะขึ้นฝั่งที่จังหวัดสงขลา ครั้นถึงเวลาสี่ทุ่มก็มีประกาศยืนยันแน่นอนว่าพายุจะขึ้นฝั่งเวลาประมาณ หนึ่งนาฬิกาเป็นต้นไป อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่อการเคลื่อนตัวของพายุ ดิฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องต้นตาลว่าอาจจะโค่นเพราะแรงลมพายุครั้งนี้ กลับไปกังวลเกรงว่าน้ำจะท่วมวิทยาลัยและบ้านคุณแม่ที่อำเภอหาดใหญ่
ก่อนเข้านอนคืนนั้น ตั้งแต่สามทุ่มเศษ ดิฉันรู้สึกจิตใจมันแปลก ๆ จะว่าเศร้าหรือหดหู่ก็ไม่ใช่ แต่ทราบว่าไม่เบิกบานสดใสเหมือนตอนหัวค่ำ เป็นสภาพจิตที่เปลี่ยนไปทันที ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะเมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว พี่สาวของดิฉันได้เตือนดิฉันให้เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับ คำสอนกรรมฐานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล เรื่องการดูจิตของตนเอง เช่น ให้สังเกตว่าตื่นมาจิตเป็นอย่างไร แล้เกิดเหตุการณ์เช่นไร ได้เงินหรือเสียเงิน ให้ศึกษาสังเกตและจดจำ แล้วเราจะรู้เหตุการณ์ต่อไปได้ ด้วยสภาพจิตของเราเอง นั่นก็คือ หมั่นฝึกฝนแล้วจะเกิดปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตได้ด้วยตัวเราเองดังหลวงพ่อได้ขมวดคำสอนเป็นหลักจำง่าย ๆ ว่า
"อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น เห็นตัวตาย จะคลายทิฏฐิ จะดำริชอบ จะกอร์ปกุศล ได้ผลอนันต์"
เมื่อดิฉันรู้สึกเช่นนั้นโดยค้นหาสาเหตุไม่พบ ดิฉันจึง สวดมนต์คาถาพาหุงมหากาฯ และบทพระพุทธคุณเกินอายุ ๑ จบตามปกติ แล้วเข้านอนเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ดิฉันหลับสนิทจนมาสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเสียงที่ดังสนั่น ลุกขึ้นมานั่ง ทันเห็นส่วนหนึ่งของแผ่นเรียบที่ดิฉันใช้กรุห้องนอนหลุดล้มลงมาทั้งแผ่น เหนือแผ่นเรียบนี้ขึ้นไปคือ กระจกฝ้าแผ่นใหญ่ยาวติดหลังคาเพื่อให้ห้องมีแสงสว่าง ดิฉันสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นถึงขนาดทำให้แผ่นเรียบที่ตอกไว้แน่นหนาหลุดล้ม จึงรีบลุกออกจากห้องนอนเพื่อจะไปเปิดประตูหน้าบ้านดูเหตุการณ์ ห้องนอนดิฉันอยู่ส่วนด้านหน้าของตัวบ้าน เมื่อดิฉันก้าวออกจากห้องนอนเข้าไปในห้องรับแขก ก็ต้องยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น เพราะภาพที่เห็นเป็นภาพที่ดิฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อน ห้องรับแขกส่วนหนึ่งพัง ฝาบ้านเปิดโล่งด้านนอกมีท่อนไม้สีดำสนิทพาดทะมึนตรงมุมห้อง ขณะเดียวกันลมก็พัดอื้ออึง สายฝนกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาและสาดเข้ามาในบ้านจนชุ่มโชก ไฟฟ้าดับ ทุกอย่างมืดไปหมด
ดิฉันได้แต่พึมพึมว่า บ้านเราพัง ๆ มันเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกรุนแรงเหลือเกิน เพราะเหตุร้ายเกิดขึ้นที่ห้องติดกันกับห้องที่ดิฉันนอนและกำลังหลับสนิทไม่ ใช่ที่อื่นดังที่คิดในตอนแรก เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้น ดิฉันละล้าละลัง และชั่วขณะนั้นดิฉันก็ควบคุมสติได้ ทราบว่าจะต้องตะโกนเรียกเพื่อนบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยแจ้งว่าต้นตาลต้นหน้าบ้านหักทับบ้าน เมื่อพวกเขาเข้ามาแล้วก็ขอให้ดิฉันรีบออกจากบ้าน เพราะนอกจากน้ำฝนรั่วนองในห้องนอนแล้ว พวกเขากลัวบ้านจะยุบลงมาเพราะคานบ้านชั้นล่างฉีกหัก แต่บ้านยังทรงตัวอยู่ได้เพราะอาศัยแนวกำแพงโรงรถรองรับ อีกทั้งต้นตาลหลังบ้านกำลังเอนโอนตามแรงลม อาจะล้มลงมาอีกต้นก็ได้ ดิฉันเปิดประตูโรงรถซึ่งข้างบนคือส่วนห้องรับแขกที่พังมีต้นตาลพาดทับอยู่ ประตูก็ทำงานได้ลื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวบ้านเลย ยิ่งไปกว่านั้น ดิฉันถอยรถออกมาได้สะดวกโดยที่ไม่ต้องรบกวนเพื่อนบ้านผู้มีน้ำใจให้ต้อง เปียกฝนด้วยการรื้อเศษซากปรักหักพังเลย เพราะสิ่งของเหล่านั้นไม่ได้หล่นกระจัดกระจายกลับกองรวมกันอยู่มุมหนึ่ง ของบริเวณบ้าน หน้าโรงรถมีเพียงเสาอากาศทีวีหล่นขวางอยู่ เพียงแค่ยกออก บริเวณทางเข้าออกนั่นก็โล่งสะดวก
เมื่อสว่างเต็มที่ สภาพบ้านที่ปรากฏแก่สายตา คือ ต้นตาลหักเหลือแต่ตอแล้วล้มทับลงตรงเสาหน้าบ้านด้านทิศตะวันออกพอดิบพอดี เสาบ้านจึงรับน้ำหนักเต็มที่ ส่งผลให้คานบ้านด้านบนฉีกแตก ส่วนคานบ้านด้านล่างหักและเมื่อเวลาผ่านไป รอยแตกก็ขยายแนวยาวออกไปเรื่อย ๆ ทำให้ประตูโรงรถเริ่มเปิดไม่ออกปิดไม่เข้า ความยาวของต้นตาลพาดไปถึงปลายจั่วหน้าบ้านหลังคาแตกหมด ซึ่งบริเวณนี้ตรงกับห้องรับแขก ฝาห้องรับแขกด้านทิศตะวันออกฉีกหลุดออกไปเป็นแนว แต่ที่ฝาด้านนี้ไม่พังยุบลงมาเพราะแรงรับของเหล็กดัดที่หน้าต่าง ซึ่งดิฉันเพิ่งติดได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน เพราะฉะนั้นความเหนียวของเนื้อเหล็กยังคงอยู่ในสภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กระนั้นเส้นเหล็กดัดบริเวณที่ติดกับกรอบหน้าต่างด้านล่างยังบิดงอ เรื่องติดเหล็กดัดนี่ก็น่าสนใจ ตรงที่ทำไมดิฉันจึงเพิ่งจะติดทั้ง ๆ ที่อยู่บ้านนี้มาก็นานกว่าสิบปี และเมื่อดิฉันมีความคิดจะติดเหล็กดัด ดิฉันก็ร้อนรนจะต้องรีบทำเสียให้ได้
เมื่อเรียนถามหลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้รับคำอธิบายว่า สติ บอกให้ทำ หากไม่มีเหล็กดัดใหม่ ๆ ที่ติดไว้ ความเสียหายคงจะรุนแรงกว่านี้แน่นอน เมื่อฝาบ้านยุบ หน้าต่างยุบ หลังคาก็น่าจะยุบลงมาด้วย และเมื่อน้ำหนักที่กดลงมากเกินกว่าที่คานบ้านล่างและแนวกำแพงโรงรถจะรับได้ บ้านก็คงพังลงมาทั้งแถบ แน่นอนที่สุดรถยนต์ของดิฉันซึ่งเพิ่งถอยออกจากอู่มาไม่ถึงปี คงจะยับเยินและอาจรวมถึงชีวิตดิฉันและทรัพย์สินอื่นด้วยก็เป็นได้
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ปลายต้นตาลได้ล้มฟาดลงมาบนจั่วบ้าน ฉะนั้นยอดตาล คือส่วนที่เป็นใบและลูกควรจะฟาดลงมาตรงห้องนอนดิฉันพอดี การณ์กลับปรากฏว่า ยอดตาลบิดหักกระเด็นผ่านหลังคาห้องนอนลงไปที่พื้นเป็นแนวเฉียง ๔๕ องศาจากแนวลำต้นที่ล้มลง ตกไปกองบริเวณบันไดหน้าบ้านซึ่งทอดอยู่หน้าห้องนอน
การบิดหักของยอดตาลมีข้อน่าสังเกตอยู่ ๒ ประการ คือ หนึ่ง ไม่น่าจะบิดหักด้วยแรงหมุนของพายุ แต่จะเกิดจากอะไรเล่า ถ้าเป็นด้วยแรงพายุ บ้านของดิฉันน่าจะพังพินาศด้วยเพราะอยู่ในแรงหมุนของพายุเดียวกัน ความรุนแรงของพายุหมุนทำให้ต้นไม้ล้ม แต่ยอดมักไม่ขาด ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ครั้งพายุเกย์เข้าที่จังหวัดชุมพร พื้นที่บริเวณที่ศูนย์กลางพายุผ่าน จะเห็นภาพต้นไม้ล้มเป็นแถว ๆ แต่ไม่มีต้นไหนยอดขาดเลย ทั้ง ๆ ที่ได้รับฤทธิ์เดชของพายุเต็มที่
ประการที่สอง เมื่อยอดตาลหักจากลำตาลแล้ว ควรตกลงในแนวดิ่งตามแรงดึงดูดของโลก นั่นคือ หล่นลงทับหลังคาห้องนอน และคงจะเป็นบนตัวดิฉันด้วย การตกผ่านหลังคาเบี่ยงจากแนวลำต้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
สภาพ อื่น ๆ ทั่วไปในบริเวณบ้าน คือ เศษกระเบื้องที่แตก เศษไม้ที่ฉีกหักต่างกองรวมกันราวกับมีใครจัดกวาดเป็น ๒ กอง คือกองตรงเสาบ้านที่ต้นตาลพาดอยู่และกองตรงเชิงบันไดที่ยอดตาลหักตกลงมา เห็นประตูหน้าบ้านขึ้นไปจะเป็นกระจกฝ้าจนติดหลังคา กระจกนี้จะติดตลอดแนวห้องหน้าบ้านทั้งหมด คือห้องรับแขกและห้องนอน
ปรากฏ ว่ากระจกนี้ไม่แตกเลย เพียงแต่เคลื่อนออกจากกรอบไม้เท่านั้น เพื่อนดิฉันเล่าให้ฟังว่า บ้านของเขาอยู่ห่างจากสนามซ้อมยิงปืนใหญ่ประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร กระจกที่บ้านเขายังแตกเพราะแรงสะเทือน และเมื่อฝ่ายเทศบาลซึ่งมีผู้ชำนาญการตัดต้นไม้สูงมาดำเนินการตัดต้นตาลอีก ต้นที่เหลือ ก็ยังแสดงความประหลาดใจในเรื่องนี้ จากประสบการณ์ของเขาจะพบว่า เมื่อมีเหตุรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวบ้าน สิ่งแรกที่เสียหาย คือกระจกจะแตกเป็นเบื้องต้น หากว่าเกิดกรณีกระจกแตกหรือหล่นลงมาเช่นนั้น ดิฉันคงตายอย่างเอนจ อนาถ เพราะดิฉันนอนหันศีรษะชิดฝาบ้านด้านที่มีกระจก และกว่าผู้คนจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ก็คงจะเป็นเวลาที่ออกไปทำงาน เพราะคืนเกิดเหตุไฟฟ้าดับ อายุฝนก็กระหน่ำไม่ขาดสาย คงจะไม่มีใครออกมาหรือได้ยินเสียงเป็นแน่
สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกประการ คือ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลย ข้าวของที่เป็นทรัพย์ส่วนตัวไม่เสียหาย แม้แก้วน้ำสักใบก็ไม่แตก มีเพียงหนังสือจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เปียกฝน ยิ่งไปกว่านั้นวิทยาลัยก็บังเอิญมีบ้านพักว่างหนึ่งหลังในวันนั้นพอดี ทำให้ดิฉันได้มีที่พักอาศัยชั่วคราวในระหว่างที่วิทยาลัยดำเนินการซ่อมบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินทางราชการ นอกจากนี้แล้วช่วงที่ขนของใช้ที่จำเป็นไปยังที่อยู่ใหม่ ฝนที่ตกมาตลอดคืนก็หยุดตกพอดี ทำให้ทุกอย่างสะดวกราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ
อานิสงส์
ดังคำกล่าวว่า "ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ" สิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนมิใช่เรื่องที่จะพูดให้คนอื่น ๆ เข้าใจกันได้ทุกคน ต้องเกิดขึ้นกับตนจึงจะรู้เอง
ดิฉันได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี เป็นเวลา ๗ วัน เมื่อปี ๒๕๓๕ ที่นี่เป็นโรงเรียนกรรมฐานแห่งแรกที่สอนให้ดิฉันรู้จักเดินจงกรม นั่งสมาธิ แผ่เมตตาและอื่น ๆ อีกมาก เมื่อกลับไปทำงานช่วงแรก ๆ ดิฉันก็พยายามปฏิบัติตอนก่อนเข้านอนเสมอ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ดิฉันก็พลัดหลงเข้าไปในวังวนชีวิตการทำงานเหมือนที่เคยเป็นมา แล้วมีข้อแก้ตัวให้ตัวเองว่าเหนื่อยเพลีย
ดิฉันเริ่มปฏิบัติได้ไม่สม่ำเสมอ จึงหันมาสวดมนต์ โดยสวดคาถาพาหุงมหากาฯ และบทพระพุทธคุณเกินอายุ ๑ จบ แทนการนั่งหลับในขณะกำลังนั่งสมาธิ ขณะเดียวกันก็พยายามปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อว่า ในขณะทำงานก็ให้ปฏิบัติกรรมฐานไปด้วย คือ ดูจิตดูใจดูตัวให้ทั่วพร้อม ระวังให้มั่นและให้มาก มีสติและสัมปชัญญะ ดิฉันทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทันกิเลสบ้าง ไม่ทันบ้าง แต่ทั้งนี้จะมีกำลังใจตลอดเวลา โดยยึดเอาคำพูดของหลวงพ่อที่ว่า ปฏิบัติธรรม คือ การฝืนใจ ต้องฝืนใจ ต้องพยายาม ดิฉันก็ต้องเริ่มต้นอยู่เรื่อย พยายามอยู่เรื่อย
จะเห็นได้ว่า ดิฉันยังไม่เก่งในการปฏิบัติแต่ประการใด ยังเป็นผู้ฝึกหัดอยู่ ที่กล่าวเช่นนี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติธรรมที่เริ่มท้อแท้ โปรดอย่าทิ้งแนวทางนี้เลย เดี๋ยวจะเป็นดังคำหลวงพ่อ ของจริงให้ยังไม่เอา หากเราตั้งใจปฏิบัติอยู่เสมอจะเป็น การสะสมหน่วยกิต เกิดบุญกุศลได้คุ้มครองตัว ลองพิจารณาเหตุการณ์วินาทีแห่งความตายของดิฉันดูเถิด เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่า ตัวเราเองเท่านั้นที่จะช่วยตัวเราได้ เหตุอัศจรรย์อะไรก็คงไม่เกิดถ้าตัวเราไม่ได้สะสมสร้างบุญกุศลเอาไว้ อย่ามัวไปหลงติดกับอิทธิปาฏิหาริย์อยู่เลย ขอให้ใช้ประโยชน์จากการอ่านเรื่องนี้ เตือนใจตนให้เร่งหาทุนบุญกุศลด้านภาวนามัย ไว้ใช้เมื่อประสบวินาทีแห่งความตายเข้าบ้าง อ่านต่อ..
โดย ภัทรวดี องค์สกุล
ความเบื้องต้น
ดิฉัน เป็นอาจารย์ประจำสถาบันราชภัฏสงขลา (วิทยาลัยครูสงขลา) พักอาศัย ณ บ้านพักข้าราชการภายในบริเวณวิทยาลัย ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ห่างจากตัวบ้านของดิฉันไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๕-๖ เมตร มีต้นตาลอายุหลายสิบปี ๒ ต้น ถ้าลากเส้นตรงจากต้นตาลต้นแรกมายังตัวบ้านก็จะตรงกับกึ่งกลางบ้าน ส่วนต้นที่สองจะตรงแนวชายคาบ้าน ความสูงตลอดต้นประมาณ ๑๘-๒๐ เมตร และเนื่องจากต้นตาลนี้อยู่ทางทิศตะวันออก หากถึงฤดูฝนหรือฤดูมรสุมของภาคใต้อันเกิดจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียง เหนือ โอกาสที่ต้นตาลจะล้มมาโดนตัวบ้านมีทางเป็นไปได้มาก ไม่ว่าจะล้มในแนวตรงหรือแนวเฉียง เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ดิฉันได้ทำบันทึกถึงวิทยาลัยขอความอนุเคราะห์ตัดต้นตาลทั้งสองต้นนี้ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ชี้แจงว่า จากประสบการณ์และความรู้ในชีวิตจริงของเขา ไม่เคยมีต้นตาลล้ม การเจรจาเรื่องนี้ดำเนินมาเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา ๕ ปี จนอาจสร้างความรำคาญขึ้นบ้างก็ได้ที่ดิฉันไม่ละความพยายาม แม้จะเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่แล้วก็ตาม
ดัง นั้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๖ (๓ สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุร้าย) จึงมีการคุยกันเรื่องนี้ โดยดิฉันได้รับคำยืนยันว่า ถึงต้นตาลจะสูงแค่ไหนและมียอดหนักปานใด ก็จะไม่ล้มเด็ดขาด เพราะมันมีเนื้อไม้ที่เหนียว เมื่อมีลมแรง ๆ มันจะเอนตามและคืนตัวกลับได้ เรื่องที่ดิฉันวิตกนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ก็ได้ผลคือดิฉันเลิกคิดกังวลเรื่องนี้ไปเลยเพราะเชื่อสนิท แต่ทั้งนี้ทางวิทยาลัยไม่ทราบว่าในระหว่าง ๕ ปีที่ผ่านมา ต้นตาลทั้งสองเคยถูกหยอดน้ำมันก๊าดตรงยอดของมันจนมันตากซากไประยะหนึ่ง แล้วกลับฟื้นตัวแตกยอดออกผลใหม่อีก ดิฉันเองก็ไม่ทราบว่าต้นตาลทั้งสองจะมีเนื้อไม้เสียไปไม่เหมือนเดิม จึงไม่ได้แจ้งรายละเอียดส่วนนี้เพิ่มเติมให้ทางวิทยาลัยทราบ ต้นตาลที่เปรียบเสมือนผีดิบนี้เจริญเติบโตลวงตาว่าเป็นต้นตาลปกติ ทั้งที่ข้างในของมันกลวงตลอดแนวเนื่องจากน้ำมันก๊าด ดังนั้นวันหนึ่งเมื่อมีลมพายุพัดผ่าน มันจึงหักทับบ้านของดิฉันโดยที่ตอและรากของมันยังคงอยู่ในดินเปิดเผยสภาพ ความจริงของลำต้นที่กลวงให้ได้เห็น
เหตุการณ์
คืน วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ ล่วงเข้าวันที่ ๑๖ เวลาเกือบสองนาฬิกา ก็เกิดเหตุการณ์วินาทีแห่งความตาย ในตอนกลางวันของวันที่ ๑๕ ธันวาคม กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกเตือนเป็นระยะ ๆว่า พายุชื่อแมนนี่ จะขึ้นฝั่งที่จังหวัดสงขลา ครั้นถึงเวลาสี่ทุ่มก็มีประกาศยืนยันแน่นอนว่าพายุจะขึ้นฝั่งเวลาประมาณ หนึ่งนาฬิกาเป็นต้นไป อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่อการเคลื่อนตัวของพายุ ดิฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องต้นตาลว่าอาจจะโค่นเพราะแรงลมพายุครั้งนี้ กลับไปกังวลเกรงว่าน้ำจะท่วมวิทยาลัยและบ้านคุณแม่ที่อำเภอหาดใหญ่
ก่อนเข้านอนคืนนั้น ตั้งแต่สามทุ่มเศษ ดิฉันรู้สึกจิตใจมันแปลก ๆ จะว่าเศร้าหรือหดหู่ก็ไม่ใช่ แต่ทราบว่าไม่เบิกบานสดใสเหมือนตอนหัวค่ำ เป็นสภาพจิตที่เปลี่ยนไปทันที ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะเมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว พี่สาวของดิฉันได้เตือนดิฉันให้เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับ คำสอนกรรมฐานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล เรื่องการดูจิตของตนเอง เช่น ให้สังเกตว่าตื่นมาจิตเป็นอย่างไร แล้เกิดเหตุการณ์เช่นไร ได้เงินหรือเสียเงิน ให้ศึกษาสังเกตและจดจำ แล้วเราจะรู้เหตุการณ์ต่อไปได้ ด้วยสภาพจิตของเราเอง นั่นก็คือ หมั่นฝึกฝนแล้วจะเกิดปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตได้ด้วยตัวเราเองดังหลวงพ่อได้ขมวดคำสอนเป็นหลักจำง่าย ๆ ว่า
"อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น เห็นตัวตาย จะคลายทิฏฐิ จะดำริชอบ จะกอร์ปกุศล ได้ผลอนันต์"
เมื่อดิฉันรู้สึกเช่นนั้นโดยค้นหาสาเหตุไม่พบ ดิฉันจึง สวดมนต์คาถาพาหุงมหากาฯ และบทพระพุทธคุณเกินอายุ ๑ จบตามปกติ แล้วเข้านอนเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ดิฉันหลับสนิทจนมาสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเสียงที่ดังสนั่น ลุกขึ้นมานั่ง ทันเห็นส่วนหนึ่งของแผ่นเรียบที่ดิฉันใช้กรุห้องนอนหลุดล้มลงมาทั้งแผ่น เหนือแผ่นเรียบนี้ขึ้นไปคือ กระจกฝ้าแผ่นใหญ่ยาวติดหลังคาเพื่อให้ห้องมีแสงสว่าง ดิฉันสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นถึงขนาดทำให้แผ่นเรียบที่ตอกไว้แน่นหนาหลุดล้ม จึงรีบลุกออกจากห้องนอนเพื่อจะไปเปิดประตูหน้าบ้านดูเหตุการณ์ ห้องนอนดิฉันอยู่ส่วนด้านหน้าของตัวบ้าน เมื่อดิฉันก้าวออกจากห้องนอนเข้าไปในห้องรับแขก ก็ต้องยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น เพราะภาพที่เห็นเป็นภาพที่ดิฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อน ห้องรับแขกส่วนหนึ่งพัง ฝาบ้านเปิดโล่งด้านนอกมีท่อนไม้สีดำสนิทพาดทะมึนตรงมุมห้อง ขณะเดียวกันลมก็พัดอื้ออึง สายฝนกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาและสาดเข้ามาในบ้านจนชุ่มโชก ไฟฟ้าดับ ทุกอย่างมืดไปหมด
ดิฉันได้แต่พึมพึมว่า บ้านเราพัง ๆ มันเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกรุนแรงเหลือเกิน เพราะเหตุร้ายเกิดขึ้นที่ห้องติดกันกับห้องที่ดิฉันนอนและกำลังหลับสนิทไม่ ใช่ที่อื่นดังที่คิดในตอนแรก เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้น ดิฉันละล้าละลัง และชั่วขณะนั้นดิฉันก็ควบคุมสติได้ ทราบว่าจะต้องตะโกนเรียกเพื่อนบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยแจ้งว่าต้นตาลต้นหน้าบ้านหักทับบ้าน เมื่อพวกเขาเข้ามาแล้วก็ขอให้ดิฉันรีบออกจากบ้าน เพราะนอกจากน้ำฝนรั่วนองในห้องนอนแล้ว พวกเขากลัวบ้านจะยุบลงมาเพราะคานบ้านชั้นล่างฉีกหัก แต่บ้านยังทรงตัวอยู่ได้เพราะอาศัยแนวกำแพงโรงรถรองรับ อีกทั้งต้นตาลหลังบ้านกำลังเอนโอนตามแรงลม อาจะล้มลงมาอีกต้นก็ได้ ดิฉันเปิดประตูโรงรถซึ่งข้างบนคือส่วนห้องรับแขกที่พังมีต้นตาลพาดทับอยู่ ประตูก็ทำงานได้ลื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวบ้านเลย ยิ่งไปกว่านั้น ดิฉันถอยรถออกมาได้สะดวกโดยที่ไม่ต้องรบกวนเพื่อนบ้านผู้มีน้ำใจให้ต้อง เปียกฝนด้วยการรื้อเศษซากปรักหักพังเลย เพราะสิ่งของเหล่านั้นไม่ได้หล่นกระจัดกระจายกลับกองรวมกันอยู่มุมหนึ่ง ของบริเวณบ้าน หน้าโรงรถมีเพียงเสาอากาศทีวีหล่นขวางอยู่ เพียงแค่ยกออก บริเวณทางเข้าออกนั่นก็โล่งสะดวก
เมื่อสว่างเต็มที่ สภาพบ้านที่ปรากฏแก่สายตา คือ ต้นตาลหักเหลือแต่ตอแล้วล้มทับลงตรงเสาหน้าบ้านด้านทิศตะวันออกพอดิบพอดี เสาบ้านจึงรับน้ำหนักเต็มที่ ส่งผลให้คานบ้านด้านบนฉีกแตก ส่วนคานบ้านด้านล่างหักและเมื่อเวลาผ่านไป รอยแตกก็ขยายแนวยาวออกไปเรื่อย ๆ ทำให้ประตูโรงรถเริ่มเปิดไม่ออกปิดไม่เข้า ความยาวของต้นตาลพาดไปถึงปลายจั่วหน้าบ้านหลังคาแตกหมด ซึ่งบริเวณนี้ตรงกับห้องรับแขก ฝาห้องรับแขกด้านทิศตะวันออกฉีกหลุดออกไปเป็นแนว แต่ที่ฝาด้านนี้ไม่พังยุบลงมาเพราะแรงรับของเหล็กดัดที่หน้าต่าง ซึ่งดิฉันเพิ่งติดได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน เพราะฉะนั้นความเหนียวของเนื้อเหล็กยังคงอยู่ในสภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กระนั้นเส้นเหล็กดัดบริเวณที่ติดกับกรอบหน้าต่างด้านล่างยังบิดงอ เรื่องติดเหล็กดัดนี่ก็น่าสนใจ ตรงที่ทำไมดิฉันจึงเพิ่งจะติดทั้ง ๆ ที่อยู่บ้านนี้มาก็นานกว่าสิบปี และเมื่อดิฉันมีความคิดจะติดเหล็กดัด ดิฉันก็ร้อนรนจะต้องรีบทำเสียให้ได้
เมื่อเรียนถามหลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้รับคำอธิบายว่า สติ บอกให้ทำ หากไม่มีเหล็กดัดใหม่ ๆ ที่ติดไว้ ความเสียหายคงจะรุนแรงกว่านี้แน่นอน เมื่อฝาบ้านยุบ หน้าต่างยุบ หลังคาก็น่าจะยุบลงมาด้วย และเมื่อน้ำหนักที่กดลงมากเกินกว่าที่คานบ้านล่างและแนวกำแพงโรงรถจะรับได้ บ้านก็คงพังลงมาทั้งแถบ แน่นอนที่สุดรถยนต์ของดิฉันซึ่งเพิ่งถอยออกจากอู่มาไม่ถึงปี คงจะยับเยินและอาจรวมถึงชีวิตดิฉันและทรัพย์สินอื่นด้วยก็เป็นได้
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ปลายต้นตาลได้ล้มฟาดลงมาบนจั่วบ้าน ฉะนั้นยอดตาล คือส่วนที่เป็นใบและลูกควรจะฟาดลงมาตรงห้องนอนดิฉันพอดี การณ์กลับปรากฏว่า ยอดตาลบิดหักกระเด็นผ่านหลังคาห้องนอนลงไปที่พื้นเป็นแนวเฉียง ๔๕ องศาจากแนวลำต้นที่ล้มลง ตกไปกองบริเวณบันไดหน้าบ้านซึ่งทอดอยู่หน้าห้องนอน
การบิดหักของยอดตาลมีข้อน่าสังเกตอยู่ ๒ ประการ คือ หนึ่ง ไม่น่าจะบิดหักด้วยแรงหมุนของพายุ แต่จะเกิดจากอะไรเล่า ถ้าเป็นด้วยแรงพายุ บ้านของดิฉันน่าจะพังพินาศด้วยเพราะอยู่ในแรงหมุนของพายุเดียวกัน ความรุนแรงของพายุหมุนทำให้ต้นไม้ล้ม แต่ยอดมักไม่ขาด ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ครั้งพายุเกย์เข้าที่จังหวัดชุมพร พื้นที่บริเวณที่ศูนย์กลางพายุผ่าน จะเห็นภาพต้นไม้ล้มเป็นแถว ๆ แต่ไม่มีต้นไหนยอดขาดเลย ทั้ง ๆ ที่ได้รับฤทธิ์เดชของพายุเต็มที่
ประการที่สอง เมื่อยอดตาลหักจากลำตาลแล้ว ควรตกลงในแนวดิ่งตามแรงดึงดูดของโลก นั่นคือ หล่นลงทับหลังคาห้องนอน และคงจะเป็นบนตัวดิฉันด้วย การตกผ่านหลังคาเบี่ยงจากแนวลำต้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
สภาพ อื่น ๆ ทั่วไปในบริเวณบ้าน คือ เศษกระเบื้องที่แตก เศษไม้ที่ฉีกหักต่างกองรวมกันราวกับมีใครจัดกวาดเป็น ๒ กอง คือกองตรงเสาบ้านที่ต้นตาลพาดอยู่และกองตรงเชิงบันไดที่ยอดตาลหักตกลงมา เห็นประตูหน้าบ้านขึ้นไปจะเป็นกระจกฝ้าจนติดหลังคา กระจกนี้จะติดตลอดแนวห้องหน้าบ้านทั้งหมด คือห้องรับแขกและห้องนอน
ปรากฏ ว่ากระจกนี้ไม่แตกเลย เพียงแต่เคลื่อนออกจากกรอบไม้เท่านั้น เพื่อนดิฉันเล่าให้ฟังว่า บ้านของเขาอยู่ห่างจากสนามซ้อมยิงปืนใหญ่ประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร กระจกที่บ้านเขายังแตกเพราะแรงสะเทือน และเมื่อฝ่ายเทศบาลซึ่งมีผู้ชำนาญการตัดต้นไม้สูงมาดำเนินการตัดต้นตาลอีก ต้นที่เหลือ ก็ยังแสดงความประหลาดใจในเรื่องนี้ จากประสบการณ์ของเขาจะพบว่า เมื่อมีเหตุรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวบ้าน สิ่งแรกที่เสียหาย คือกระจกจะแตกเป็นเบื้องต้น หากว่าเกิดกรณีกระจกแตกหรือหล่นลงมาเช่นนั้น ดิฉันคงตายอย่างเอนจ อนาถ เพราะดิฉันนอนหันศีรษะชิดฝาบ้านด้านที่มีกระจก และกว่าผู้คนจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ก็คงจะเป็นเวลาที่ออกไปทำงาน เพราะคืนเกิดเหตุไฟฟ้าดับ อายุฝนก็กระหน่ำไม่ขาดสาย คงจะไม่มีใครออกมาหรือได้ยินเสียงเป็นแน่
สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกประการ คือ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลย ข้าวของที่เป็นทรัพย์ส่วนตัวไม่เสียหาย แม้แก้วน้ำสักใบก็ไม่แตก มีเพียงหนังสือจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เปียกฝน ยิ่งไปกว่านั้นวิทยาลัยก็บังเอิญมีบ้านพักว่างหนึ่งหลังในวันนั้นพอดี ทำให้ดิฉันได้มีที่พักอาศัยชั่วคราวในระหว่างที่วิทยาลัยดำเนินการซ่อมบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินทางราชการ นอกจากนี้แล้วช่วงที่ขนของใช้ที่จำเป็นไปยังที่อยู่ใหม่ ฝนที่ตกมาตลอดคืนก็หยุดตกพอดี ทำให้ทุกอย่างสะดวกราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ
อานิสงส์
ดังคำกล่าวว่า "ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ" สิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนมิใช่เรื่องที่จะพูดให้คนอื่น ๆ เข้าใจกันได้ทุกคน ต้องเกิดขึ้นกับตนจึงจะรู้เอง
ดิฉันได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี เป็นเวลา ๗ วัน เมื่อปี ๒๕๓๕ ที่นี่เป็นโรงเรียนกรรมฐานแห่งแรกที่สอนให้ดิฉันรู้จักเดินจงกรม นั่งสมาธิ แผ่เมตตาและอื่น ๆ อีกมาก เมื่อกลับไปทำงานช่วงแรก ๆ ดิฉันก็พยายามปฏิบัติตอนก่อนเข้านอนเสมอ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ดิฉันก็พลัดหลงเข้าไปในวังวนชีวิตการทำงานเหมือนที่เคยเป็นมา แล้วมีข้อแก้ตัวให้ตัวเองว่าเหนื่อยเพลีย
ดิฉันเริ่มปฏิบัติได้ไม่สม่ำเสมอ จึงหันมาสวดมนต์ โดยสวดคาถาพาหุงมหากาฯ และบทพระพุทธคุณเกินอายุ ๑ จบ แทนการนั่งหลับในขณะกำลังนั่งสมาธิ ขณะเดียวกันก็พยายามปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อว่า ในขณะทำงานก็ให้ปฏิบัติกรรมฐานไปด้วย คือ ดูจิตดูใจดูตัวให้ทั่วพร้อม ระวังให้มั่นและให้มาก มีสติและสัมปชัญญะ ดิฉันทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทันกิเลสบ้าง ไม่ทันบ้าง แต่ทั้งนี้จะมีกำลังใจตลอดเวลา โดยยึดเอาคำพูดของหลวงพ่อที่ว่า ปฏิบัติธรรม คือ การฝืนใจ ต้องฝืนใจ ต้องพยายาม ดิฉันก็ต้องเริ่มต้นอยู่เรื่อย พยายามอยู่เรื่อย
จะเห็นได้ว่า ดิฉันยังไม่เก่งในการปฏิบัติแต่ประการใด ยังเป็นผู้ฝึกหัดอยู่ ที่กล่าวเช่นนี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติธรรมที่เริ่มท้อแท้ โปรดอย่าทิ้งแนวทางนี้เลย เดี๋ยวจะเป็นดังคำหลวงพ่อ ของจริงให้ยังไม่เอา หากเราตั้งใจปฏิบัติอยู่เสมอจะเป็น การสะสมหน่วยกิต เกิดบุญกุศลได้คุ้มครองตัว ลองพิจารณาเหตุการณ์วินาทีแห่งความตายของดิฉันดูเถิด เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่า ตัวเราเองเท่านั้นที่จะช่วยตัวเราได้ เหตุอัศจรรย์อะไรก็คงไม่เกิดถ้าตัวเราไม่ได้สะสมสร้างบุญกุศลเอาไว้ อย่ามัวไปหลงติดกับอิทธิปาฏิหาริย์อยู่เลย ขอให้ใช้ประโยชน์จากการอ่านเรื่องนี้ เตือนใจตนให้เร่งหาทุนบุญกุศลด้านภาวนามัย ไว้ใช้เมื่อประสบวินาทีแห่งความตายเข้าบ้าง อ่านต่อ..
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง ประสบการณ์ชีวิตจริง
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ประสบการณ์ชีวิตจริง
โดย ฐานธมฺโม ภิกขุ
ข้าพเจ้าเลือกปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน เพราะ
๑. ศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม หรือท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล นับตั้งแต่ได้อ่านเรื่องมักกะลีผล เมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา
๒. เคยฝันถึงท่านมาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตจริงไม่เคยได้พบท่านเลยแม้ครั้งเดียว
๓. คืนวันวิสาขบูชาได้ปฏิบัติสมาธิอธิษฐานว่า หากออกจากวัดนี้จะเริ่มต้นที่จุดใดก่อน ปรากฏว่าหลับฝันถึงสมเด็จพระปิยมหาราช
จากสาเหตุ ๓ ประการดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเดินทางมาวัดอัมพวัน เกือบตลอดทาง ข้าพเจ้านึกถึงพระคุณท่าน ขออย่าให้การเดินทางมาครั้งนี้ต้องพบกับคำว่าผิดหวังเลย ข้าพเจ้าเข้าไปกราบคารวะท่านพร้อมรายงานตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน เมื่อรายงานถึงชื่อพระอาจารย์ของข้าพเจ้า พระคุณท่านยิ้มน้อย ๆ แสดงว่ารู้จักเป็นอย่างดี ขณะนั้นเวลาจำกัดมาก เพราะได้เวลาที่จะทำวัตรสวดมนต์เย็น พระคุณท่านจึงได้ชวนพระทุกรูปขึ้นทำกิจวัตรโดยเฉพาะวันนี้ พระคุณท่านให้โอวาทสั่งสอนเป็นกรณีพิเศษ
เมื่อได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบพอคร่าว ๆ แล้ว จึงรีบสรงน้ำ จากนั้นครองผ้าอย่างรีบด่วน มุ่งตรงเข้าสู่โบสถ์ซึ่งพระทุกรูปกำลังสวดมนต์ทำวัตรอยู่ โดยมีท่านพระคุณหลวงพ่อเป็นประธาน โอวาทวันแรกที่ได้รับฟังก็เริ่มทิ่มแทงหัวใจข้าพเจ้าอย่างจัง เมื่อ พระคุณท่านพูดถึงเรื่องพระปฏิบัติกับการสูบบุหรี่ หากพระเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ จะสอนคนอื่นได้อย่างไร
พระคุณท่านพูดได้เด็ดขาดไปเลย! เพราะข้าพเจ้าสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี จนปัจจุบันอายุ ๔๒ ปี เรื่องจะเลิกง่าย ๆ นั้น ถ้าไม่เคารพนับถือกันจริง ๆ คงยอมไม่ได้
อีก ๒-๓ วันต่อมา ข้าพเจ้าได้รับฉันทานุมัติให้เป็นผู้นำพานพุ่มดอกไม้ถวายพระคุณหลวงพ่อที่ศาลาปฏิบัติธรรม เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พระคุณท่านได้ให้โอวาทแก่ทุก ๆ คน ถึงเรื่องการปฏิบัติในแนวสติปัฏฐาน ๔ จากนั้นท่านได้พูดถึงการให้ทาน การมีเมตตาต่อกันและกัน เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักเสียสละ อีกทั้งเป็นการขัดเกลากิเลสที่มีอยู่ในใจด้วย เกือบ ๓ ชั่วโมง จึงปิดการอบรม
ข้าพเจ้าเริ่มปฏิบัติสมาธิตามแนวสติปัฏฐาน ๔ จนนั่งแทบไม่ได้ มันปวดร้าวไปหมดทั้งร่างกาย ส่วนทางด้านจิตใจแล้ว ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรคหรือมารใด ๆ มารบกวนเลย สิบวันต่อมา คณะสงฆ์ที่เข้ามาปฏิบัติ ได้ตกลงกันที่จะกราบลาพระคุณหลวงพ่อ เนื่องจากขณะนั้นภายในวัดอัมพวัน ได้มีพระภิกษุบวชเข้ามาใหม่อีกเป็นจำนวนหลายรูป กุฏิที่อาศัยไม่เพียงพอ ต้องแออัดกันอยู่ ซึ่งบางห้องอยู่กันถึง ๓ รูปก็มี คณะสงฆ์ที่มาปฏิบัติจึงมีความเข้าใจและเห็นใจ หลักจากนั้นทุกรูปก็จะแยกย้ายกันกลับสำนักเดิมของตน ประมาณ ๓ ทุ่มเศษ ๆ ข้าพเจ้าเกิดอาการวิตกกังวล ด้วยก่อนหน้านี้ได้โทรศัพท์ถึงอาจารย์จรัล บุญฉิม ที่หนองแขม กรุงเทพฯ เรียนให้ทราบถึงการมาปฏิบัติของข้าพเจ้า โดยขอให้ท่านช่วยอนุเคราะห์ค่าพาหนะกลับด้วย เพราะขณะที่โทรฯนั้น มีปัจจัยเหลืออยู่ประมาณ ๕๐ บาท ท่านอาจารย์จรัล บุญฉิม รับปากว่าจะเดินทางมารับที่วัดอัมพวัน และจะเดินทางไปจังหวัดลำปางด้วย ความวิตกกังวลกลัวว่า ท่านอาจารย์จรัล บุญฉิม จะไม่มารับ ถ้าหากเป็นไปเช่นนี้จริง ๆ ข้าพเจ้าจะเอาเงินที่ไหนเป็นค่ารถ และจุดหมายที่จะเดินทางต่อไปนั้น ยังหาความแน่นอนไม่ได้
ขณะกำลังว้าวุ่นใจอยู่นั้น! เกิดสำนึกอยากลองบุญบารมีของพระคุณหลวงพ่อ โดยการใช้ฤทธิ์วิธีอธิษฐาน ความคิดในขณะนั้น เป็นความคิดที่แฝงด้วยอวิชชา อยากพิสูจน์ว่าพระคุณท่านได้ เจโตปริยญาณรู้วาระจิตของผู้อื่นไหม มีอนาคตังสญาณ รู้อนาคตไหม ครั้นตกลงปลงใจแน่นอนเช่นนั้น จึงจุดธูปเทียนกราบคารวะรำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ และบุญญาธากรของสมเด็จพระปิยมหาราช รวมทั้งบอกกล่าวถึงเทพมารทั้งหลายว่า อย่าได้ปิดกั้นกระแสจิตของข้าพเจ้า ที่จะขอพึ่งบุญบารมีในพระคุณท่านเลย จากนั้นส่งจิตน้อมรำลึกไปถึงพระคุณหลวงพ่อ เมื่อได้มีมโนภาพชัดเจนแล้ว จึงกล่าวอธิษฐานว่า "ท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพ ลูกไม่มีเงินค่ารถที่จะเดินทางต่อไป และลูกเองก็ยังไม่แน่ใจว่า จะไปที่ใดดี จึงขออธิษฐานโดยใช้ขี้ธูปเป็นเกณฑ์ หากขี้ธูปชี้ไปทางเหนือ ลูกจะไปเชียงใหม่ หากขี้ธูปชี้ลงใต้ ลูกจะไปสมุทรปราการ ขอบุญบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อช่วยบันดาลให้เป็นไป ตามที่จะเห็นสมควรว่าดีเถิด ถ้าพรุ่งนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อไม่ช่วยกระผม กระผมคงไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ อีกต่อไป" จากนั้นน้อมจิตกลับมาปักลงที่พองยุบ สลัดความกังวลต่าง ๆ ออกสิ้น เหลือสามัญสำนึกเพียงอาการพองยุบ ๆ เท่านั้น นานจนรู้สึกว่า กลิ่นธูปได้จางหายไป จึงส่งจิตไปยังกระถางธูป ค่อย ๆ เผยอเปลือกตาออกดู เหลือเชื่อ! ช่างปาฏิหาริย์อะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้าขนลุก ปีติเกิดขึ้นวูบตามขุมขน! ขี้ธูปทั้ง ๓ ดอกนั้น ไม่ได้หักลงเลยแม้แต่อันเดียว ดอกกลางยังคงตั้งตรง ส่วนดอกข้างทั้งสองต่างเอนปลายชี้ไปทางทิศเหนือ
๓ ทุ่มคืนวันเสาร์ คณะสงฆ์ที่จะลากลับสำนัก ได้รับความเอื้อเฟื้อจากพระวิโรจน์ ได้จัดให้พวกเรานั่งรอที่อาสนะรับแขก เพื่อที่จะกราบลาและรับฟังโอวาทจากพระคุณท่าน โดยมีฉันทานุมัติให้ข้าพเจ้าผู้ถือพานพุ่มถวายพระคุณท่าน เหมือนตอนเริ่มปฏิบัติ ตามกำหนดการ พระคุณท่านจะให้โอวาทแก่คณะเราเวลา ๔ ทุ่ม แต่เนื่องจากท่านติดการปิดการอบรม และให้โอวาทแก่คณะศิษยานุศิษย์ประมาณ ๓๐๐ คน ที่ศาลาใหญ่ เวลาจึงคลาดเคลื่อนไปถึง ๕ ทุ่ม พระคุณท่านจึงได้เดินทางมาถึง ขณะนั้นภายในกุฏิหาใช่มีแต่คณะสงฆ์ที่จะลากลับไป ยังมีคณะศิษยานุศิษย์จากที่ต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากรอพบท่านอยู่ เรื่องเวลารับแขกของพระคุณท่าน คณะศิษย์ควรกำหนดให้แน่นอน ว่าเวลาใดควรให้ท่านพักผ่อน จริงอยู่พระคุณท่านอาจปฏิเสธ เพราะเห็นแก่เวไนยสัตว์ แต่พวกเราก็ควรคำนึงถึงสุขภาพของพระคุณท่านบ้าง
เมื่อพระคุณท่านนั่งลงเรียบร้อยทุกคุณต่างก้มกราบ เสร็จแล้วข้าพเจ้าถือพานพุ่มเข้าถวายสักการะ เมื่อท่านรับแล้ว ข้าพเจ้ากล่าวขึ้นว่า "ขอกราบคารวะท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง คณะสงฆ์ที่มานี้ มาเพื่อกราบลาสู่สำนักของตนเอง จริงอยู่ เวลาที่คณะสงฆ์ชุดนี้มาปฏิบัตินั้น เป็นเวลาที่สั้นมาก แต่ทุกคนก็ได้รับอานิสงส์มากบ้างน้อยบ้าง ตามที่บารมีของแต่ละคน แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่พวกเราซาบซึ้งประทับใจ นั่นคือ กฎ ระเบียบ ปฏิปทา และจริยาวัตรอันน่าเคารพเลื่อมใสของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และก่อนที่คณะกระผมจะกลับนี้ ขอได้โปรดเมตตาประทานโอวาท เพื่อเป็นธัมมานุสติให้คณะสงฆ์ได้นำไปประพฤติปฏิบัติ โดยส่วนตัวของกระผมแล้ว ปรารถนาที่จะได้ในสิ่งที่เป็น อาจาริยนุสสติ (ของขวัญจากอาจารย์) เพื่อให้พวกกระผมได้กราบไหว้ รำลึกนึกถึงในพระคุณหลวงพ่อ แต่ทั้งนี้ต้องแล้วแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะมีเมตตา" ในขณะที่กล่าวนั้น ข้าพเจ้าสังเกตเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นนิด ๆ ที่ริมฝีปากท่าน เป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความเมตตากรุณาอันเปี่ยมล้นในดวงจิต ทำให้ผู้พบเห็นสุขใจ อุ่นใจ และเลื่อมใสไม่รู้คลาย
จากนั้นพระคุณท่านได้ให้โอวาทให้รู้ถึงแนวทางปฏิบัติที่สูงขึ้น และย้ำเป็นพิเศษในคืนนั้น คือการให้ทาน พระคุณท่านได้เล่าเรื่องพระเวสสันดรให้ทานโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และในที่สุดได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอสมควรแก่เวลา พวกเราจึงพร้อมกันกราบลา เพื่อให้คณะอื่นได้เข้าคารวะต่อไป พอกราบครั้งที่ ๓ เสร็จ เงยหน้ามองพระคุณท่านเท่านั้น ข้าพเจ้าแทบช็อค! และอยากจะกลั้นใจให้ดับดิ้นลงตรงนั้นด้วยความอับอาย...! เจโตปริยญาณ! นี่คือ ! พระอริยสงฆ
พระคุณท่านยื่นซองปัจจัยให้ข้าพเจ้า เป็นค่ารถ! ขอเตือนผู้ที่มีอกุศลจริต อย่าได้คิดล้อเล่นหรือประมาทในพระอริยสงฆ์ เช่นข้าพเจ้าที่ได้กระทำในครั้งนี้เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น ประตูแห่งอบายภูมิ ๔ จะมีไว้ให้ท่านเดิน นอกจากปัจจัยค่ารถแล้ว พระคุณท่านยังให้พระวิโรจน์แจกรูปภาพขนาดใหญ่ของท่าน ๑ รูป พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระปิยมหาราชอีก ๑ รูป และได้มอบเหรียญของพระคุณท่านเองอีก ๑ เหรียญด้วย วันต่อมา อาจารย์จรัล บุญฉิม ได้เดินทางมาพบข้าพเจ้าที่วัดอัมพวันตามกำหนด แต่ได้ปฏิเสธที่จะเดินทางไปลำปางด้วย เนื่องจากมีกิจธุระอื่นจะต้องทำที่จังหวัดสุพรรณบุรี และได้ถวายปัจจัยแก่ข้าพเจ้าเป็นจำนวน ๑,๗๐๐ บาท นี่คืออานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมและผลของการปฏิบัติธรรมจากท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล หรือ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี ในครั้งนั้น ทำให้ข้าพเจ้าเลิกบุหรี่ได้โดยเด็ดขาด หลังจากตกเป็นทาสมันถึง ๒๓ ปี อ่านต่อ..
โดย ฐานธมฺโม ภิกขุ
ข้าพเจ้าเลือกปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน เพราะ
๑. ศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม หรือท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล นับตั้งแต่ได้อ่านเรื่องมักกะลีผล เมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา
๒. เคยฝันถึงท่านมาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตจริงไม่เคยได้พบท่านเลยแม้ครั้งเดียว
๓. คืนวันวิสาขบูชาได้ปฏิบัติสมาธิอธิษฐานว่า หากออกจากวัดนี้จะเริ่มต้นที่จุดใดก่อน ปรากฏว่าหลับฝันถึงสมเด็จพระปิยมหาราช
จากสาเหตุ ๓ ประการดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเดินทางมาวัดอัมพวัน เกือบตลอดทาง ข้าพเจ้านึกถึงพระคุณท่าน ขออย่าให้การเดินทางมาครั้งนี้ต้องพบกับคำว่าผิดหวังเลย ข้าพเจ้าเข้าไปกราบคารวะท่านพร้อมรายงานตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน เมื่อรายงานถึงชื่อพระอาจารย์ของข้าพเจ้า พระคุณท่านยิ้มน้อย ๆ แสดงว่ารู้จักเป็นอย่างดี ขณะนั้นเวลาจำกัดมาก เพราะได้เวลาที่จะทำวัตรสวดมนต์เย็น พระคุณท่านจึงได้ชวนพระทุกรูปขึ้นทำกิจวัตรโดยเฉพาะวันนี้ พระคุณท่านให้โอวาทสั่งสอนเป็นกรณีพิเศษ
เมื่อได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบพอคร่าว ๆ แล้ว จึงรีบสรงน้ำ จากนั้นครองผ้าอย่างรีบด่วน มุ่งตรงเข้าสู่โบสถ์ซึ่งพระทุกรูปกำลังสวดมนต์ทำวัตรอยู่ โดยมีท่านพระคุณหลวงพ่อเป็นประธาน โอวาทวันแรกที่ได้รับฟังก็เริ่มทิ่มแทงหัวใจข้าพเจ้าอย่างจัง เมื่อ พระคุณท่านพูดถึงเรื่องพระปฏิบัติกับการสูบบุหรี่ หากพระเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ จะสอนคนอื่นได้อย่างไร
พระคุณท่านพูดได้เด็ดขาดไปเลย! เพราะข้าพเจ้าสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี จนปัจจุบันอายุ ๔๒ ปี เรื่องจะเลิกง่าย ๆ นั้น ถ้าไม่เคารพนับถือกันจริง ๆ คงยอมไม่ได้
อีก ๒-๓ วันต่อมา ข้าพเจ้าได้รับฉันทานุมัติให้เป็นผู้นำพานพุ่มดอกไม้ถวายพระคุณหลวงพ่อที่ศาลาปฏิบัติธรรม เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พระคุณท่านได้ให้โอวาทแก่ทุก ๆ คน ถึงเรื่องการปฏิบัติในแนวสติปัฏฐาน ๔ จากนั้นท่านได้พูดถึงการให้ทาน การมีเมตตาต่อกันและกัน เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักเสียสละ อีกทั้งเป็นการขัดเกลากิเลสที่มีอยู่ในใจด้วย เกือบ ๓ ชั่วโมง จึงปิดการอบรม
ข้าพเจ้าเริ่มปฏิบัติสมาธิตามแนวสติปัฏฐาน ๔ จนนั่งแทบไม่ได้ มันปวดร้าวไปหมดทั้งร่างกาย ส่วนทางด้านจิตใจแล้ว ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรคหรือมารใด ๆ มารบกวนเลย สิบวันต่อมา คณะสงฆ์ที่เข้ามาปฏิบัติ ได้ตกลงกันที่จะกราบลาพระคุณหลวงพ่อ เนื่องจากขณะนั้นภายในวัดอัมพวัน ได้มีพระภิกษุบวชเข้ามาใหม่อีกเป็นจำนวนหลายรูป กุฏิที่อาศัยไม่เพียงพอ ต้องแออัดกันอยู่ ซึ่งบางห้องอยู่กันถึง ๓ รูปก็มี คณะสงฆ์ที่มาปฏิบัติจึงมีความเข้าใจและเห็นใจ หลักจากนั้นทุกรูปก็จะแยกย้ายกันกลับสำนักเดิมของตน ประมาณ ๓ ทุ่มเศษ ๆ ข้าพเจ้าเกิดอาการวิตกกังวล ด้วยก่อนหน้านี้ได้โทรศัพท์ถึงอาจารย์จรัล บุญฉิม ที่หนองแขม กรุงเทพฯ เรียนให้ทราบถึงการมาปฏิบัติของข้าพเจ้า โดยขอให้ท่านช่วยอนุเคราะห์ค่าพาหนะกลับด้วย เพราะขณะที่โทรฯนั้น มีปัจจัยเหลืออยู่ประมาณ ๕๐ บาท ท่านอาจารย์จรัล บุญฉิม รับปากว่าจะเดินทางมารับที่วัดอัมพวัน และจะเดินทางไปจังหวัดลำปางด้วย ความวิตกกังวลกลัวว่า ท่านอาจารย์จรัล บุญฉิม จะไม่มารับ ถ้าหากเป็นไปเช่นนี้จริง ๆ ข้าพเจ้าจะเอาเงินที่ไหนเป็นค่ารถ และจุดหมายที่จะเดินทางต่อไปนั้น ยังหาความแน่นอนไม่ได้
ขณะกำลังว้าวุ่นใจอยู่นั้น! เกิดสำนึกอยากลองบุญบารมีของพระคุณหลวงพ่อ โดยการใช้ฤทธิ์วิธีอธิษฐาน ความคิดในขณะนั้น เป็นความคิดที่แฝงด้วยอวิชชา อยากพิสูจน์ว่าพระคุณท่านได้ เจโตปริยญาณรู้วาระจิตของผู้อื่นไหม มีอนาคตังสญาณ รู้อนาคตไหม ครั้นตกลงปลงใจแน่นอนเช่นนั้น จึงจุดธูปเทียนกราบคารวะรำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ และบุญญาธากรของสมเด็จพระปิยมหาราช รวมทั้งบอกกล่าวถึงเทพมารทั้งหลายว่า อย่าได้ปิดกั้นกระแสจิตของข้าพเจ้า ที่จะขอพึ่งบุญบารมีในพระคุณท่านเลย จากนั้นส่งจิตน้อมรำลึกไปถึงพระคุณหลวงพ่อ เมื่อได้มีมโนภาพชัดเจนแล้ว จึงกล่าวอธิษฐานว่า "ท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพ ลูกไม่มีเงินค่ารถที่จะเดินทางต่อไป และลูกเองก็ยังไม่แน่ใจว่า จะไปที่ใดดี จึงขออธิษฐานโดยใช้ขี้ธูปเป็นเกณฑ์ หากขี้ธูปชี้ไปทางเหนือ ลูกจะไปเชียงใหม่ หากขี้ธูปชี้ลงใต้ ลูกจะไปสมุทรปราการ ขอบุญบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อช่วยบันดาลให้เป็นไป ตามที่จะเห็นสมควรว่าดีเถิด ถ้าพรุ่งนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อไม่ช่วยกระผม กระผมคงไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ อีกต่อไป" จากนั้นน้อมจิตกลับมาปักลงที่พองยุบ สลัดความกังวลต่าง ๆ ออกสิ้น เหลือสามัญสำนึกเพียงอาการพองยุบ ๆ เท่านั้น นานจนรู้สึกว่า กลิ่นธูปได้จางหายไป จึงส่งจิตไปยังกระถางธูป ค่อย ๆ เผยอเปลือกตาออกดู เหลือเชื่อ! ช่างปาฏิหาริย์อะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้าขนลุก ปีติเกิดขึ้นวูบตามขุมขน! ขี้ธูปทั้ง ๓ ดอกนั้น ไม่ได้หักลงเลยแม้แต่อันเดียว ดอกกลางยังคงตั้งตรง ส่วนดอกข้างทั้งสองต่างเอนปลายชี้ไปทางทิศเหนือ
๓ ทุ่มคืนวันเสาร์ คณะสงฆ์ที่จะลากลับสำนัก ได้รับความเอื้อเฟื้อจากพระวิโรจน์ ได้จัดให้พวกเรานั่งรอที่อาสนะรับแขก เพื่อที่จะกราบลาและรับฟังโอวาทจากพระคุณท่าน โดยมีฉันทานุมัติให้ข้าพเจ้าผู้ถือพานพุ่มถวายพระคุณท่าน เหมือนตอนเริ่มปฏิบัติ ตามกำหนดการ พระคุณท่านจะให้โอวาทแก่คณะเราเวลา ๔ ทุ่ม แต่เนื่องจากท่านติดการปิดการอบรม และให้โอวาทแก่คณะศิษยานุศิษย์ประมาณ ๓๐๐ คน ที่ศาลาใหญ่ เวลาจึงคลาดเคลื่อนไปถึง ๕ ทุ่ม พระคุณท่านจึงได้เดินทางมาถึง ขณะนั้นภายในกุฏิหาใช่มีแต่คณะสงฆ์ที่จะลากลับไป ยังมีคณะศิษยานุศิษย์จากที่ต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากรอพบท่านอยู่ เรื่องเวลารับแขกของพระคุณท่าน คณะศิษย์ควรกำหนดให้แน่นอน ว่าเวลาใดควรให้ท่านพักผ่อน จริงอยู่พระคุณท่านอาจปฏิเสธ เพราะเห็นแก่เวไนยสัตว์ แต่พวกเราก็ควรคำนึงถึงสุขภาพของพระคุณท่านบ้าง
เมื่อพระคุณท่านนั่งลงเรียบร้อยทุกคุณต่างก้มกราบ เสร็จแล้วข้าพเจ้าถือพานพุ่มเข้าถวายสักการะ เมื่อท่านรับแล้ว ข้าพเจ้ากล่าวขึ้นว่า "ขอกราบคารวะท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง คณะสงฆ์ที่มานี้ มาเพื่อกราบลาสู่สำนักของตนเอง จริงอยู่ เวลาที่คณะสงฆ์ชุดนี้มาปฏิบัตินั้น เป็นเวลาที่สั้นมาก แต่ทุกคนก็ได้รับอานิสงส์มากบ้างน้อยบ้าง ตามที่บารมีของแต่ละคน แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่พวกเราซาบซึ้งประทับใจ นั่นคือ กฎ ระเบียบ ปฏิปทา และจริยาวัตรอันน่าเคารพเลื่อมใสของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และก่อนที่คณะกระผมจะกลับนี้ ขอได้โปรดเมตตาประทานโอวาท เพื่อเป็นธัมมานุสติให้คณะสงฆ์ได้นำไปประพฤติปฏิบัติ โดยส่วนตัวของกระผมแล้ว ปรารถนาที่จะได้ในสิ่งที่เป็น อาจาริยนุสสติ (ของขวัญจากอาจารย์) เพื่อให้พวกกระผมได้กราบไหว้ รำลึกนึกถึงในพระคุณหลวงพ่อ แต่ทั้งนี้ต้องแล้วแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะมีเมตตา" ในขณะที่กล่าวนั้น ข้าพเจ้าสังเกตเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นนิด ๆ ที่ริมฝีปากท่าน เป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความเมตตากรุณาอันเปี่ยมล้นในดวงจิต ทำให้ผู้พบเห็นสุขใจ อุ่นใจ และเลื่อมใสไม่รู้คลาย
จากนั้นพระคุณท่านได้ให้โอวาทให้รู้ถึงแนวทางปฏิบัติที่สูงขึ้น และย้ำเป็นพิเศษในคืนนั้น คือการให้ทาน พระคุณท่านได้เล่าเรื่องพระเวสสันดรให้ทานโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และในที่สุดได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอสมควรแก่เวลา พวกเราจึงพร้อมกันกราบลา เพื่อให้คณะอื่นได้เข้าคารวะต่อไป พอกราบครั้งที่ ๓ เสร็จ เงยหน้ามองพระคุณท่านเท่านั้น ข้าพเจ้าแทบช็อค! และอยากจะกลั้นใจให้ดับดิ้นลงตรงนั้นด้วยความอับอาย...! เจโตปริยญาณ! นี่คือ ! พระอริยสงฆ
พระคุณท่านยื่นซองปัจจัยให้ข้าพเจ้า เป็นค่ารถ! ขอเตือนผู้ที่มีอกุศลจริต อย่าได้คิดล้อเล่นหรือประมาทในพระอริยสงฆ์ เช่นข้าพเจ้าที่ได้กระทำในครั้งนี้เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น ประตูแห่งอบายภูมิ ๔ จะมีไว้ให้ท่านเดิน นอกจากปัจจัยค่ารถแล้ว พระคุณท่านยังให้พระวิโรจน์แจกรูปภาพขนาดใหญ่ของท่าน ๑ รูป พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระปิยมหาราชอีก ๑ รูป และได้มอบเหรียญของพระคุณท่านเองอีก ๑ เหรียญด้วย วันต่อมา อาจารย์จรัล บุญฉิม ได้เดินทางมาพบข้าพเจ้าที่วัดอัมพวันตามกำหนด แต่ได้ปฏิเสธที่จะเดินทางไปลำปางด้วย เนื่องจากมีกิจธุระอื่นจะต้องทำที่จังหวัดสุพรรณบุรี และได้ถวายปัจจัยแก่ข้าพเจ้าเป็นจำนวน ๑,๗๐๐ บาท นี่คืออานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมและผลของการปฏิบัติธรรมจากท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล หรือ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี ในครั้งนั้น ทำให้ข้าพเจ้าเลิกบุหรี่ได้โดยเด็ดขาด หลังจากตกเป็นทาสมันถึง ๒๓ ปี อ่านต่อ..
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง รอดตายจากไส้ติ่งแตก
: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง รอดตายจากไส้ติ่งแตก
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล
๒๐ เมษายน ๒๕๓๗
เรื่อง นี้เป็นเรื่องกฎแห่งกรรมของอาตมา ที่เป็นเหตุให้อาตมาต้องมีเวรกรรม และต้องรับใช้หนี้กรรมถึงสองครั้งสองครา อาตมาจำได้ว่าเมื่ออาตมายังเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมสองอยู่นั้นเคยไปเห็น เขาตอนไก่กัน อาตมาก็อยากลองตอนดูบ้าง เลยไปเอาที่บ้านมาผ่าท้อง ดึงเอาไส้ของมันมาผูกแล้วจับไส้มันยัดเข้าไปอย่างเดิม เสร็จแล้วก็เย็บท้องมัน ปรากฏว่าไก่ที่บ้านไส้เน่าตายไปหมดเลย ๒๐ ตัว แล้วยังไปตอนบ้านอื่นอีก ตายหมด เพราะไม่ได้เรียนมาก่อน ได้แต่ไปจำเขามา ทำให้อาตมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ต้องไส้เน่าปวดท้องจนถึงเกือบจะเสียชีวิตไปในโบสถ์เมื่อครั้งนั้นแล้ว แต่ผลกรรมที่อาตมาได้สร้างไว้กับการตอนไก่ในครั้งนั้น มันยังไม่หมด มันยังติดตามมาซ้ำเติมอาตมาอีกในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ อาตมาไปส่ง พันตำรวจโทชน อินทนา เพื่อไปรับตำแหน่งหน้าที่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปป่วยไส้ติ่งแตกบนรถไฟ ที่อาตมาต้องไปส่งท่านพันโทชน อินทนา ก็เพราะความเป็นห่วง คิดว่าเขาต้องเกิดเรื่องเดือดร้อนแน่หากอาตมาไม่ไปส่ง เพราะว่าที่อำเภอชะอวดในสมัยนั้นมีคอมมิวนิสต์อยู่มาก ที่เขาต้องการย้ายท่านไปก็เพื่อให้ไปปราบพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีตำรวจคอยเป็นพวกอยู่ด้วยสิ
ไปถึงก็จะให้ท่านเซ็นรับหน้าที่ อาตมาก็ต้องห้ามไว้ไม่ให้เซ็นชื่อรับมอบปืนในวันนั้น เลยใช้ให้คุณนายไปเชิญพวกผู้หญิงภรรยาตำรวจมาทำความรู้จักกับอาตมาก่อน ไม่ต้องพาพวกผู้ชายมา เหล่าพวกผู้หญิงเมื่อรวมกลุ่มกันได้ก็เอาเชียว คุยกันใหญ่ว่าสามีฉันเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ คุยกันสะบัดเลย ไม่รู้ว่าอาตมาจะสาวหาเหตุ ตกลงพวกผู้หญิงภรรยาตำรวจก็บอกเรื่องจริงออกมาหมดเลย นี่โยมจำไว้นะ ใครที่เป็นตำรวจ หากมีเรื่องลับอย่าไปบอกให้ภรรยาฟังนะ เดี๋ยวได้ออกตลาดบอกออกหมดเลย ว่าสามีฉันจะไปจับเสือที่นั่น จะไปปราบเสือชื่อนั้นชื่อนี้ ระวังนะ เมื่ออาตมารู้เรื่องราวต่าง ๆ ก็เตือนท่านไม่ให้รับมอบหมายงานชิ้นนี้ เพราะท่านเป็นคนซื่อสัตย์ เดี๋ยวจะโดนพวกนี้เล่นงานเอา เลยท่านก็ไม่ยอมเซ็นรับและทำการตรวจสอบว่าปืนอยู่ที่ไหน ให้ไปนำมาจนครบจำนวนก่อน เพราะของเหล่านี้เป็นปืนหลวงทั้งนั้น เลยได้ปืนคืนมาหมด ท่านเลยเซ็นรับได้ ที่อาตมาต้องไปส่ง เพราะรู้ว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ อาตมารู้ตัว ว่าไส้ติ่งต้องแตกแน่ ๆ คงจะไม่ได้กลับมาวัด คงจะเสียชีวิตอยู่บนรถไฟเสียแล้ว แต่ก็ได้รับปากไว้แล้วว่าจะไปส่ง อาตมาก็เลยต้องไป คิดว่าหากจะต้องไปตายบนรถไฟก็ไม่เป็นไร เพื่อชดใช้หนี้กรรมที่ทำไว้ จะได้อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรต่อไป
อาตมาก็ขึ้นรถไฟไปส่งเขา ก็เกิดปวดท้องรุนแรงมาก อาตมาปวดมากในตอนนั้น หลังงอเลย มันปวดที่สุด ปวดตรงบริเวณท้องน้อย ไม่ใช่ปวดข้างบนนะไอ้ไส้ติ่งนะจำไว้ มันอักเสบมากเอามือจับไม่ได้เลย ท้องมันเขียวหมดเลย ก็เอายาบริบูรณ์บาล์มทาเข้าไปก็ไม่ได้ผล มันร้อนไปหมด สักครู่หนึ่งอาตมาก็อาเจียนออกมา เลือดกบปาก อาเจียนออกมาเป็นเลือดเต็มกระโถนเลย โยมเฉลาเขาก็ช่วยเอาไปเทให้ เลือดที่ออกมามีกลิ่นเหม็น เป็นเพราะไส้ติ่งมันแตกอยู่ในท้องแล้ว เสร็จแล้วอาตมาก็ถ่ายออกมาเป็นน้ำเลือดน้ำหนอง ออกมาทางทวารหนักทวารเบา ก็ได้โยมเฉลากับจ่านายสิบคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยดูแลและคอยทำความสะอาดที่ห้องน้ำให้
คนที่อยู่บนรถไฟเขาก็มาดู เขาก็บอกว่า "อาการของหลวงพ่อหนักขนาดนี้ ตามธรรมดาไม่รอด คงต้องเสียชีวิต" เขาก็บอกอย่างนี้นะ เพราะตามธรรมดาคนที่ไส้ติ่งแตกมีไหมที่ไม่ตาย
โยมเฉลาภรรยาท่านพันตำรวจโทชน เห็นอาตมาเป็นอย่างนี้ก็ร้องไห้ใหญ่เลย ทำให้คนที่อยู่โบกี้เดียวกับอาตมาพลอยร้องไห้ไปด้วย พวกเขาคิดว่าอาตมาตายเสียแล้ว เพราะลองเอานิ้วมือวางดูที่จมูกแล้วเห็นอาตมาไม่มีลมหายใจ อาตมาก็คล้ายว่าสลบไป เป็นเวลาสามชั่วโมง เมื่อสลบไปแล้วก็ไปเจอผู้คนมากมาย แสดง่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนรถไฟ อาตมาเลยเดินไปคุยที่นั่นคุยที่นี่ ก็เหมือนเราเดินไปเฉย ๆ
มันไม่เหมือนกับว่าเป็นความตาย มันคล้ายสลบไปเฉย ๆ คล้าย ๆ หลับแล้วฝันไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เห็นโยมเฉลากำลังร้องไห้ อาตมาก็ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไร กี่ชั่วโมงแล้ว รู้แต่ว่าที่เดินออกไปเที่ยวนั้นเป็นเวลานาน ไปเจอเพื่อนที่ตายไปแล้วก็ไปคุยกับเขา เขาก็ถามอาตมาว่า "พระเดชพระคุณครับ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร" อาตมาก็ตอบเขาไปว่า "ก็จำได้ว่า กำลังเดินทางมา จะไปส่งผู้บังคับกองเขา ก็พอดีเกิดมาปวดท้องมันแน่นไปหมด เลยสลบหมดความรู้สึกไป" มีอีกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "มันคงเป็นเวรกรรมมาตามสนองหลวงพ่อละครับ" อาตมาถึงนึกขึ้นได้ว่าคงจะจริง เพราะตอนเป็นเด็กเคยไปตอนไก่เสียจนมันไส้เน่า ปวดท้องทรมานจนมันตาย ก็นึกสงสารมันว่าเราไม่ควรไปทำมันเลย เป็นเวรเป็นกรรมให้เราต้องมาชดใช้หนี้ ณ บัดนี้แล้ว
พออาตมาฟื้นขึ้นมา อาการปวดท้องก็ไม่มีแล้ว มันไม่รู้สึกปวด ลืมตาขึ้นมาเห็นโยมเฉลากำลังร้องไห้ ก็ถามเขาไปว่า "อ้าว เป็นอะไรไป ทำไมมานั่งร้องไห้" โยมเฉลาก็ยิ่งร้องไห้ใหญ่ พูดกันไม่รู้เรื่องเลย ก็ขอเล่าผ่านไปจนกระทั่งอาตมาไปถึงที่สถานีชะอวด ตอนลงจากรถไฟ หลังแข็งไปหมดเลย จ่านายสิบก็เลยช่วยเข้ามาประคอง เขาก็เอาแคร่มารับ อาตมาก็ถามเขาว่า "จากนี่ไปไกลไหม" เขาก็บอกว่า "ข้ามรางรถไฟไปเดี๋ยวก็ถึง" อาตมาเลยเดินไป ราว ๆ ห้าร้อยเมตรถึงได้ถึงบ้านพักท่านผู้บังคับกอง
พอถึงบ้านแล้วท่านก็ไปตามหมอที่อนามัยอำเภอ เป็นหมอผู้หญิงเข้ามาตรวจดูอาการหลวงพ่อ เป็นแพทย์หญิง พอเข้ามาตรวจดูอาการของหลวงพ่อเสร็จ ก็รีบโทรศัพท์กลับไปที่อนามัยอำเภอ บอกว่าต้องรีบส่งหลวงพ่อเข้าโรงพยาบาลด่วน อาตมาก็รู้ว่าเขาจะเอไปส่งโรงพยาบาลก็ปฏิเสธเขาว่า "ไม่ไป หลวงพ่อไม่ไป" เพราะรู้ตัวเองแล้วนี่ว่าสลบไปแล้ว และฟื้นขึ้นมาแล้ว จะเอาไปส่งโรงพยาบาลทำไม
เขาก็จะเอาอาตมาไปส่งโรงพยาบาลให้ได้ ต้องรีบผ่าตัดด่วน มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิต เพราะเลือดมันตกในแล้ว อาตมาจึงอธิษฐานจิตว่าถ้าหากถึงที่ตายก็ขอให้ตาย แต่จะขออดทนจนถึงที่สุด สักพักปรากฏว่าอาตมาอาเจียนออกมาอีก มีน้ำเลือดน้ำหนองออกมาทั้งทางปากทางจมูก จากนั้นก็เดินไปเข้าห้องน้ำ อาตมาถ่ายออกมาทางทวารหนักทวารเบาเป็นเลือดเลย พอน้ำเลือดน้ำหนองออกมาหมดมันถึงได้ค่อยยังชั่ว อาตมาก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมไปอย่างเดียว ตายให้ตาย จนในที่สุดหมอเขาก็จนใจ เลยตัดสินใจให้น้ำเกลือที่บ้าน ให้เสียหลายกระปุก แล้วฉีดยาเข้าที่เส้นบ้าง เข้าที่สะโพกบ้าง ให้ยุ่งไปหมดเลย
ระหว่าง ที่ให้น้ำเกลือ ก็ใช้ให้คุณนายไปตามพวกภรรยาตำรวจมาอยู่คุยเป็นเพื่อนหน่อย ถึงได้รู้เรื่องอะไรดี ๆ ไงละ โดนหลวงพ่อถามบอกหมดเลย หลวงพ่อถึงได้รู้ความลับว่าปืนหายไปหลายกระบอก จึงเตือนผู้บังคับกองไม่ให้เซ็นรับเรื่องปืน จากนั้นวันต่อมาก็เดินทางไปเยี่ยมพันตำรวจโทชัยยา นิยมค้า ผู้บังคับกองสถานีตำรวจ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอาตมาคุ้นเคยสมัยท่านเป็นผู้บังคับกองอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมบุรี จากนั้นก็พาคณะไปนมัสการและเวียนเทียนที่พระบรมธาตุ ถึงได้เดินทางไปส่งท่านผู้บังคับกองที่ชะอวด แล้วจึงเดินทางกลับวัด อ่านต่อ..
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล
๒๐ เมษายน ๒๕๓๗
เรื่อง นี้เป็นเรื่องกฎแห่งกรรมของอาตมา ที่เป็นเหตุให้อาตมาต้องมีเวรกรรม และต้องรับใช้หนี้กรรมถึงสองครั้งสองครา อาตมาจำได้ว่าเมื่ออาตมายังเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมสองอยู่นั้นเคยไปเห็น เขาตอนไก่กัน อาตมาก็อยากลองตอนดูบ้าง เลยไปเอาที่บ้านมาผ่าท้อง ดึงเอาไส้ของมันมาผูกแล้วจับไส้มันยัดเข้าไปอย่างเดิม เสร็จแล้วก็เย็บท้องมัน ปรากฏว่าไก่ที่บ้านไส้เน่าตายไปหมดเลย ๒๐ ตัว แล้วยังไปตอนบ้านอื่นอีก ตายหมด เพราะไม่ได้เรียนมาก่อน ได้แต่ไปจำเขามา ทำให้อาตมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ต้องไส้เน่าปวดท้องจนถึงเกือบจะเสียชีวิตไปในโบสถ์เมื่อครั้งนั้นแล้ว แต่ผลกรรมที่อาตมาได้สร้างไว้กับการตอนไก่ในครั้งนั้น มันยังไม่หมด มันยังติดตามมาซ้ำเติมอาตมาอีกในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ อาตมาไปส่ง พันตำรวจโทชน อินทนา เพื่อไปรับตำแหน่งหน้าที่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปป่วยไส้ติ่งแตกบนรถไฟ ที่อาตมาต้องไปส่งท่านพันโทชน อินทนา ก็เพราะความเป็นห่วง คิดว่าเขาต้องเกิดเรื่องเดือดร้อนแน่หากอาตมาไม่ไปส่ง เพราะว่าที่อำเภอชะอวดในสมัยนั้นมีคอมมิวนิสต์อยู่มาก ที่เขาต้องการย้ายท่านไปก็เพื่อให้ไปปราบพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีตำรวจคอยเป็นพวกอยู่ด้วยสิ
ไปถึงก็จะให้ท่านเซ็นรับหน้าที่ อาตมาก็ต้องห้ามไว้ไม่ให้เซ็นชื่อรับมอบปืนในวันนั้น เลยใช้ให้คุณนายไปเชิญพวกผู้หญิงภรรยาตำรวจมาทำความรู้จักกับอาตมาก่อน ไม่ต้องพาพวกผู้ชายมา เหล่าพวกผู้หญิงเมื่อรวมกลุ่มกันได้ก็เอาเชียว คุยกันใหญ่ว่าสามีฉันเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ คุยกันสะบัดเลย ไม่รู้ว่าอาตมาจะสาวหาเหตุ ตกลงพวกผู้หญิงภรรยาตำรวจก็บอกเรื่องจริงออกมาหมดเลย นี่โยมจำไว้นะ ใครที่เป็นตำรวจ หากมีเรื่องลับอย่าไปบอกให้ภรรยาฟังนะ เดี๋ยวได้ออกตลาดบอกออกหมดเลย ว่าสามีฉันจะไปจับเสือที่นั่น จะไปปราบเสือชื่อนั้นชื่อนี้ ระวังนะ เมื่ออาตมารู้เรื่องราวต่าง ๆ ก็เตือนท่านไม่ให้รับมอบหมายงานชิ้นนี้ เพราะท่านเป็นคนซื่อสัตย์ เดี๋ยวจะโดนพวกนี้เล่นงานเอา เลยท่านก็ไม่ยอมเซ็นรับและทำการตรวจสอบว่าปืนอยู่ที่ไหน ให้ไปนำมาจนครบจำนวนก่อน เพราะของเหล่านี้เป็นปืนหลวงทั้งนั้น เลยได้ปืนคืนมาหมด ท่านเลยเซ็นรับได้ ที่อาตมาต้องไปส่ง เพราะรู้ว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ อาตมารู้ตัว ว่าไส้ติ่งต้องแตกแน่ ๆ คงจะไม่ได้กลับมาวัด คงจะเสียชีวิตอยู่บนรถไฟเสียแล้ว แต่ก็ได้รับปากไว้แล้วว่าจะไปส่ง อาตมาก็เลยต้องไป คิดว่าหากจะต้องไปตายบนรถไฟก็ไม่เป็นไร เพื่อชดใช้หนี้กรรมที่ทำไว้ จะได้อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรต่อไป
อาตมาก็ขึ้นรถไฟไปส่งเขา ก็เกิดปวดท้องรุนแรงมาก อาตมาปวดมากในตอนนั้น หลังงอเลย มันปวดที่สุด ปวดตรงบริเวณท้องน้อย ไม่ใช่ปวดข้างบนนะไอ้ไส้ติ่งนะจำไว้ มันอักเสบมากเอามือจับไม่ได้เลย ท้องมันเขียวหมดเลย ก็เอายาบริบูรณ์บาล์มทาเข้าไปก็ไม่ได้ผล มันร้อนไปหมด สักครู่หนึ่งอาตมาก็อาเจียนออกมา เลือดกบปาก อาเจียนออกมาเป็นเลือดเต็มกระโถนเลย โยมเฉลาเขาก็ช่วยเอาไปเทให้ เลือดที่ออกมามีกลิ่นเหม็น เป็นเพราะไส้ติ่งมันแตกอยู่ในท้องแล้ว เสร็จแล้วอาตมาก็ถ่ายออกมาเป็นน้ำเลือดน้ำหนอง ออกมาทางทวารหนักทวารเบา ก็ได้โยมเฉลากับจ่านายสิบคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยดูแลและคอยทำความสะอาดที่ห้องน้ำให้
คนที่อยู่บนรถไฟเขาก็มาดู เขาก็บอกว่า "อาการของหลวงพ่อหนักขนาดนี้ ตามธรรมดาไม่รอด คงต้องเสียชีวิต" เขาก็บอกอย่างนี้นะ เพราะตามธรรมดาคนที่ไส้ติ่งแตกมีไหมที่ไม่ตาย
โยมเฉลาภรรยาท่านพันตำรวจโทชน เห็นอาตมาเป็นอย่างนี้ก็ร้องไห้ใหญ่เลย ทำให้คนที่อยู่โบกี้เดียวกับอาตมาพลอยร้องไห้ไปด้วย พวกเขาคิดว่าอาตมาตายเสียแล้ว เพราะลองเอานิ้วมือวางดูที่จมูกแล้วเห็นอาตมาไม่มีลมหายใจ อาตมาก็คล้ายว่าสลบไป เป็นเวลาสามชั่วโมง เมื่อสลบไปแล้วก็ไปเจอผู้คนมากมาย แสดง่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนรถไฟ อาตมาเลยเดินไปคุยที่นั่นคุยที่นี่ ก็เหมือนเราเดินไปเฉย ๆ
มันไม่เหมือนกับว่าเป็นความตาย มันคล้ายสลบไปเฉย ๆ คล้าย ๆ หลับแล้วฝันไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เห็นโยมเฉลากำลังร้องไห้ อาตมาก็ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไร กี่ชั่วโมงแล้ว รู้แต่ว่าที่เดินออกไปเที่ยวนั้นเป็นเวลานาน ไปเจอเพื่อนที่ตายไปแล้วก็ไปคุยกับเขา เขาก็ถามอาตมาว่า "พระเดชพระคุณครับ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร" อาตมาก็ตอบเขาไปว่า "ก็จำได้ว่า กำลังเดินทางมา จะไปส่งผู้บังคับกองเขา ก็พอดีเกิดมาปวดท้องมันแน่นไปหมด เลยสลบหมดความรู้สึกไป" มีอีกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "มันคงเป็นเวรกรรมมาตามสนองหลวงพ่อละครับ" อาตมาถึงนึกขึ้นได้ว่าคงจะจริง เพราะตอนเป็นเด็กเคยไปตอนไก่เสียจนมันไส้เน่า ปวดท้องทรมานจนมันตาย ก็นึกสงสารมันว่าเราไม่ควรไปทำมันเลย เป็นเวรเป็นกรรมให้เราต้องมาชดใช้หนี้ ณ บัดนี้แล้ว
พออาตมาฟื้นขึ้นมา อาการปวดท้องก็ไม่มีแล้ว มันไม่รู้สึกปวด ลืมตาขึ้นมาเห็นโยมเฉลากำลังร้องไห้ ก็ถามเขาไปว่า "อ้าว เป็นอะไรไป ทำไมมานั่งร้องไห้" โยมเฉลาก็ยิ่งร้องไห้ใหญ่ พูดกันไม่รู้เรื่องเลย ก็ขอเล่าผ่านไปจนกระทั่งอาตมาไปถึงที่สถานีชะอวด ตอนลงจากรถไฟ หลังแข็งไปหมดเลย จ่านายสิบก็เลยช่วยเข้ามาประคอง เขาก็เอาแคร่มารับ อาตมาก็ถามเขาว่า "จากนี่ไปไกลไหม" เขาก็บอกว่า "ข้ามรางรถไฟไปเดี๋ยวก็ถึง" อาตมาเลยเดินไป ราว ๆ ห้าร้อยเมตรถึงได้ถึงบ้านพักท่านผู้บังคับกอง
พอถึงบ้านแล้วท่านก็ไปตามหมอที่อนามัยอำเภอ เป็นหมอผู้หญิงเข้ามาตรวจดูอาการหลวงพ่อ เป็นแพทย์หญิง พอเข้ามาตรวจดูอาการของหลวงพ่อเสร็จ ก็รีบโทรศัพท์กลับไปที่อนามัยอำเภอ บอกว่าต้องรีบส่งหลวงพ่อเข้าโรงพยาบาลด่วน อาตมาก็รู้ว่าเขาจะเอไปส่งโรงพยาบาลก็ปฏิเสธเขาว่า "ไม่ไป หลวงพ่อไม่ไป" เพราะรู้ตัวเองแล้วนี่ว่าสลบไปแล้ว และฟื้นขึ้นมาแล้ว จะเอาไปส่งโรงพยาบาลทำไม
เขาก็จะเอาอาตมาไปส่งโรงพยาบาลให้ได้ ต้องรีบผ่าตัดด่วน มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิต เพราะเลือดมันตกในแล้ว อาตมาจึงอธิษฐานจิตว่าถ้าหากถึงที่ตายก็ขอให้ตาย แต่จะขออดทนจนถึงที่สุด สักพักปรากฏว่าอาตมาอาเจียนออกมาอีก มีน้ำเลือดน้ำหนองออกมาทั้งทางปากทางจมูก จากนั้นก็เดินไปเข้าห้องน้ำ อาตมาถ่ายออกมาทางทวารหนักทวารเบาเป็นเลือดเลย พอน้ำเลือดน้ำหนองออกมาหมดมันถึงได้ค่อยยังชั่ว อาตมาก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมไปอย่างเดียว ตายให้ตาย จนในที่สุดหมอเขาก็จนใจ เลยตัดสินใจให้น้ำเกลือที่บ้าน ให้เสียหลายกระปุก แล้วฉีดยาเข้าที่เส้นบ้าง เข้าที่สะโพกบ้าง ให้ยุ่งไปหมดเลย
ระหว่าง ที่ให้น้ำเกลือ ก็ใช้ให้คุณนายไปตามพวกภรรยาตำรวจมาอยู่คุยเป็นเพื่อนหน่อย ถึงได้รู้เรื่องอะไรดี ๆ ไงละ โดนหลวงพ่อถามบอกหมดเลย หลวงพ่อถึงได้รู้ความลับว่าปืนหายไปหลายกระบอก จึงเตือนผู้บังคับกองไม่ให้เซ็นรับเรื่องปืน จากนั้นวันต่อมาก็เดินทางไปเยี่ยมพันตำรวจโทชัยยา นิยมค้า ผู้บังคับกองสถานีตำรวจ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอาตมาคุ้นเคยสมัยท่านเป็นผู้บังคับกองอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมบุรี จากนั้นก็พาคณะไปนมัสการและเวียนเทียนที่พระบรมธาตุ ถึงได้เดินทางไปส่งท่านผู้บังคับกองที่ชะอวด แล้วจึงเดินทางกลับวัด อ่านต่อ..
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่อง ผลจากการปฏิบัติกรรมฐาน
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ผลจากการปฏิบัติกรรมฐาน
โดย ไชยสิทธิ์ ไกรคุณาศัย
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาวัดอัมพวัน กราบนมัสการรู้จักหลวงพ่อจรัญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ มีพรรคพวกมาด้วย ๔-๕ คน บัดนี้ได้เสียชีวิตหมดแล้ว ข้าพเจ้าและคณะมาวัดอัมพวันครั้งนั้น ได้นำสุราเบียร์มาดื่มที่ศาลาริมน้ำหลายครั้ง หลวงพ่อจรัญมาเห็นได้แต่หัวเราะจนพวกเราเกรงใจท่าน เลิกดื่มสุราเบียร์ในวัด ข้าพเจ้าต้องดิ้นรนประกอบอาชีพอีกทั้งไม่เชื่อไม่สนใจการทำกรรมฐาน จึงไม่ได้มา จนมกราคม ๒๕๓๖ ได้มาวัดอัมพวันอีกครั้ง ได้เห็นการอบรมพัฒนาจิตนักเรียนดีมาก จึงติดต่อขอจองวันอบรมให้กับนักเรียนโรงเรียนสหวิทย์พาณิชยการจำนวน ๖ รุ่น มีครูและนักเรียนที่เข้าอบรม ๒,๐๘๐ คน
ครู นักเรียนเข้าอบรมพัฒนาจิต ฝึกนั่งกรรมฐาน ข้าพเจ้ามาดูแลทุกรุ่น แต่ไม่ปฏิบัติ กลับสนใจธรรมของหลวงพ่อ ตลอดปี ๒๕๓๖ ข้าพเจ้ามาที่วัดอัมพวันทุกอาทิตย์ เพื่อต้องการฟังธรรมคำสอนของหลวงพ่อ บางครั้งได้มีโอกาสสอบถามความสงสัยบางประการ ยิ่งมีความอยากรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐาน เพราะตลอดเวลา ๑ ปีที่นั่งฟังธรรมและปัญหาผู้ที่มีทุกข์มีปัญหามาพบมาขอความช่วยเหลือ "หลวงพ่อ" จะพูดทุกครั้งให้มานั่งกรรมฐาน ที่วัดอื่น ๆ ที่เคยพบจะรดน้ำมนต์ ทำการสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาหรืออะไรต่อมิอะไร ต้องเสียเงินทำบุญ ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งสงสัยมากขึ้น การนั่งกรรมฐานช่วยได้อย่างไร เก็บความสงสัยความอยากรู้ไว้
จนเดือนตุลาคม ๒๕๓๖ ได้มาทดลองนั่งกรรมฐาน ที่ใช้คำว่าทดลองเพราะความอยากรู้อยากลองว่าจะเกิดผลอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ปรากฏว่าไม่รู้ผลอะไรเนื่องจากมีเวลาปฏิบัติเพียง ๓ วัน รู้แต่วิธีเดินจงกรม วิธีนั่งกรรมฐานเท่านั้น จึงตั้งใจไว้ว่าเมื่อถึงวันเกิด ทำบุญถวายภัตตาหารพระ อุทิศส่วนกุศลให้กับบิดามารดาแล้ว จะอยู่กรรมฐานต่อไปเลย จะปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างจริงจัง จนกว่าจะรู้หรือเห็นประโยชน์จากการปฏิบัติกรรมฐานจึงจะกลับ
๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ เป็นวันที่อายุครบ ๕๒ ปี มาทำบุญคล้ายวันเกิด ถวายภัตตาหารพระ เข้าอยู่ปฏิบัติกรรมฐาน ทั้ง ๆ เป็นช่วงที่งานมาก เมื่อตั้งใจและตัดสินใจแน่วแน่แล้ว สวดมนต์ไหว้พระ หลังรับศีล ๘ รับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญ เข้านอนประมาณ ๒๒.๐๐ น. เตรียมปฏิบัติกรรมฐานเช้ามืด
เริ่มปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่เวลา ๐๓.๐๐ น. เริ่มด้วยเดินจงกรมครึ่งชั่วโมง นั่งกรรมฐานครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มได้ไม่กี่นาที อาการปวดมึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกมาก ทั้งที่เป็นช่วงอากาศเย็นมาก ต้องต่อสู้กับอาการดังกล่าวอยู่คนเดียว ปรับอารมณ์ไม่ให้เครียดไม่ให้กังวลจน ๑๕.๐๐ น. ทนไม่ไหวต้องอาบน้ำตั้งใจใหม่ ทั้ง ๆ ที่ ๑๒ ชั่วโมงมีอาการท้อแท้หลายครั้ง ที่สุดตัดใจเป็นไงเป็นกัน ควบคุมตัวเอง อารมณ์ต่าง ๆ ของตนเอง เพราะแยกปฏิบัติอยู่ที่ห้องพักคนเดียว จนเวลา ๑๖.๓๐ น. ควบคุมอารมณ์ได้ อาการต่าง ๆ หายไป สบายขึ้นมาก จับอาการพอง-ยุบท้องได้ เวลา ๑๘.๐๐ น. ออกจากกรรมฐานไปส่งอารมณ์กรรมฐานกับ "แม่ใหญ่" (อุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง) "แม่ใหญ่" ให้เดินจงกรมหนึ่งชั่วโมง เดิน ๒ ระยะ และนั่งกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง จนวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๖ "แม่ใหญ่" ให้เดินจงกรม ๓ ระยะ เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง นั่งกรรมฐานหนึ่งชั่วโมงครึ่ง รวมเวลาปฏิบัติกรรมฐานรอบละ ๓ ชั่วโมง
การ ปฏิบัติกรรมฐานช่วงนี้ ข้าพเจ้าได้รู้รสชาติการนั่งกรรมฐานให้ผ่าน "เวทนา" จริง ๆ เป็นอาการที่เจ็บปวดที่รุนแรงมาก เมื่อนั่งได้หนึ่งชั่วโมงต้องทนเจ็บปวดรอบละครึ่งชั่วโมง ๔ รอบแรกข้าพเจ้าทนไม่ไหว นั่งกรรมฐานไม่ครบเวลา โดยขาดไปรอบละ ๕ นาทีบ้าง ๗ นาทีบ้าง ๑๐ นาทีบ้าง ตอนเย็นส่งอารมณ์กรรมฐานกับ "แม่ใหญ่" ได้รับคำแนะนำให้อดทนนั่งให้ครบหรือเกินเวลาอย่างน้อย ๕ นาที ได้กลับมาปฏิบัติตามเพื่อจะพิสูจน์ว่าเมื่อนั่งครบเวลาแล้วอาการเจ็บปวดที่ รุนแรงทรมานที่สุดนั้นจะหายไปอย่างปลิดทิ้ง ต้องอดทนต่อการเจ็บปวดมากแต่แล้วได้พบว่า จริง เมื่อครบเวลาแล้วอาการเจ็บปวดทรมานนั้นหายไปจริง ข้าพเจ้าเริ่มศรัทธาต่อการนั่งกรรมฐาน ข้าพเจ้าได้นั่งปฏิบัติกรรมฐานทนต่ออาการเจ็บปวดจนครบเวลาถึง ๓ รอบ แล้วรอบต่อ ๆ ไปจนถึงวันที่ ๑๔ อาการเจ็บปวดทรมานหายไป เมื่อไม่มีอาการเจ็บปวดหรือได้ผ่านเวทนาแล้ว เรามีความสงบ มีสติอารมณ์ ตามกริยาอาการเคลื่อนไหวของเราได้ดีมาก การผิดพลาดเผลอเรอหมดไป
จากการที่สติตามอารมณ์ต่าง ๆ การเคลื่อนไหวได้ รู้สึกมีความสงบ มีความสุขที่บรรยายไม่ถูก มีประโยชน์มาก ทำให้เราคิดเราปฏิบัติได้ดีเสมือนเวลากลางคืนดึก ๆ ความสงบทำให้เราได้ยินเสียงไกล ๆ ฉะนั้นเมื่อเราสงบมีสติ ทำให้เราคิดได้ดีได้ไกล ข้าพเจ้ายอมรับว่าได้ประโยชน์จากการนั่งปฏิบัติกรรมฐาน ทำให้มีสติในการควบคุมอารมณ์ อากัปกริยา ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติต่อเนื่องและได้กำหนดวันไว้ทุกเดือน ๆ ละ ๓ วัน ที่จะมาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน ทั้งที่ปฏิบัติที่บ้านทุกวัน เพราะมาปฏิบัติที่วัดปฏิบัติได้เต็มที่ ดีกว่าที่บ้าน ไม่มีเรื่องงานเรื่องคนมาขอพบ
วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ คุณดวงตา ตุงคะมณี พิธีกรรายการผู้หญิงอยากรู้ ได้มาถ่ายทำรายการเรื่อง "การนั่งกรรมฐานแก้กฎแห่งกรรมได้หรือไม่" ข้าพเจ้าได้ไปพบผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรมสามัญในจังหวัดสุพรรณบุรีทุกโรงเรียน บางโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา รวม ๔๒ โรงเรียน เพื่อเยี่ยมสวัสดีปีใหม่ พร้อมทั้งเชิญให้ชมรายการ เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจในการนั่งปฏิบัติกรรมฐาน จะได้แนะนำนักเรียนได้ต่อไป อ่านต่อ..
โดย ไชยสิทธิ์ ไกรคุณาศัย
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาวัดอัมพวัน กราบนมัสการรู้จักหลวงพ่อจรัญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ มีพรรคพวกมาด้วย ๔-๕ คน บัดนี้ได้เสียชีวิตหมดแล้ว ข้าพเจ้าและคณะมาวัดอัมพวันครั้งนั้น ได้นำสุราเบียร์มาดื่มที่ศาลาริมน้ำหลายครั้ง หลวงพ่อจรัญมาเห็นได้แต่หัวเราะจนพวกเราเกรงใจท่าน เลิกดื่มสุราเบียร์ในวัด ข้าพเจ้าต้องดิ้นรนประกอบอาชีพอีกทั้งไม่เชื่อไม่สนใจการทำกรรมฐาน จึงไม่ได้มา จนมกราคม ๒๕๓๖ ได้มาวัดอัมพวันอีกครั้ง ได้เห็นการอบรมพัฒนาจิตนักเรียนดีมาก จึงติดต่อขอจองวันอบรมให้กับนักเรียนโรงเรียนสหวิทย์พาณิชยการจำนวน ๖ รุ่น มีครูและนักเรียนที่เข้าอบรม ๒,๐๘๐ คน
ครู นักเรียนเข้าอบรมพัฒนาจิต ฝึกนั่งกรรมฐาน ข้าพเจ้ามาดูแลทุกรุ่น แต่ไม่ปฏิบัติ กลับสนใจธรรมของหลวงพ่อ ตลอดปี ๒๕๓๖ ข้าพเจ้ามาที่วัดอัมพวันทุกอาทิตย์ เพื่อต้องการฟังธรรมคำสอนของหลวงพ่อ บางครั้งได้มีโอกาสสอบถามความสงสัยบางประการ ยิ่งมีความอยากรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐาน เพราะตลอดเวลา ๑ ปีที่นั่งฟังธรรมและปัญหาผู้ที่มีทุกข์มีปัญหามาพบมาขอความช่วยเหลือ "หลวงพ่อ" จะพูดทุกครั้งให้มานั่งกรรมฐาน ที่วัดอื่น ๆ ที่เคยพบจะรดน้ำมนต์ ทำการสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาหรืออะไรต่อมิอะไร ต้องเสียเงินทำบุญ ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งสงสัยมากขึ้น การนั่งกรรมฐานช่วยได้อย่างไร เก็บความสงสัยความอยากรู้ไว้
จนเดือนตุลาคม ๒๕๓๖ ได้มาทดลองนั่งกรรมฐาน ที่ใช้คำว่าทดลองเพราะความอยากรู้อยากลองว่าจะเกิดผลอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ปรากฏว่าไม่รู้ผลอะไรเนื่องจากมีเวลาปฏิบัติเพียง ๓ วัน รู้แต่วิธีเดินจงกรม วิธีนั่งกรรมฐานเท่านั้น จึงตั้งใจไว้ว่าเมื่อถึงวันเกิด ทำบุญถวายภัตตาหารพระ อุทิศส่วนกุศลให้กับบิดามารดาแล้ว จะอยู่กรรมฐานต่อไปเลย จะปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างจริงจัง จนกว่าจะรู้หรือเห็นประโยชน์จากการปฏิบัติกรรมฐานจึงจะกลับ
๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ เป็นวันที่อายุครบ ๕๒ ปี มาทำบุญคล้ายวันเกิด ถวายภัตตาหารพระ เข้าอยู่ปฏิบัติกรรมฐาน ทั้ง ๆ เป็นช่วงที่งานมาก เมื่อตั้งใจและตัดสินใจแน่วแน่แล้ว สวดมนต์ไหว้พระ หลังรับศีล ๘ รับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญ เข้านอนประมาณ ๒๒.๐๐ น. เตรียมปฏิบัติกรรมฐานเช้ามืด
เริ่มปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่เวลา ๐๓.๐๐ น. เริ่มด้วยเดินจงกรมครึ่งชั่วโมง นั่งกรรมฐานครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มได้ไม่กี่นาที อาการปวดมึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกมาก ทั้งที่เป็นช่วงอากาศเย็นมาก ต้องต่อสู้กับอาการดังกล่าวอยู่คนเดียว ปรับอารมณ์ไม่ให้เครียดไม่ให้กังวลจน ๑๕.๐๐ น. ทนไม่ไหวต้องอาบน้ำตั้งใจใหม่ ทั้ง ๆ ที่ ๑๒ ชั่วโมงมีอาการท้อแท้หลายครั้ง ที่สุดตัดใจเป็นไงเป็นกัน ควบคุมตัวเอง อารมณ์ต่าง ๆ ของตนเอง เพราะแยกปฏิบัติอยู่ที่ห้องพักคนเดียว จนเวลา ๑๖.๓๐ น. ควบคุมอารมณ์ได้ อาการต่าง ๆ หายไป สบายขึ้นมาก จับอาการพอง-ยุบท้องได้ เวลา ๑๘.๐๐ น. ออกจากกรรมฐานไปส่งอารมณ์กรรมฐานกับ "แม่ใหญ่" (อุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง) "แม่ใหญ่" ให้เดินจงกรมหนึ่งชั่วโมง เดิน ๒ ระยะ และนั่งกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง จนวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๖ "แม่ใหญ่" ให้เดินจงกรม ๓ ระยะ เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง นั่งกรรมฐานหนึ่งชั่วโมงครึ่ง รวมเวลาปฏิบัติกรรมฐานรอบละ ๓ ชั่วโมง
การ ปฏิบัติกรรมฐานช่วงนี้ ข้าพเจ้าได้รู้รสชาติการนั่งกรรมฐานให้ผ่าน "เวทนา" จริง ๆ เป็นอาการที่เจ็บปวดที่รุนแรงมาก เมื่อนั่งได้หนึ่งชั่วโมงต้องทนเจ็บปวดรอบละครึ่งชั่วโมง ๔ รอบแรกข้าพเจ้าทนไม่ไหว นั่งกรรมฐานไม่ครบเวลา โดยขาดไปรอบละ ๕ นาทีบ้าง ๗ นาทีบ้าง ๑๐ นาทีบ้าง ตอนเย็นส่งอารมณ์กรรมฐานกับ "แม่ใหญ่" ได้รับคำแนะนำให้อดทนนั่งให้ครบหรือเกินเวลาอย่างน้อย ๕ นาที ได้กลับมาปฏิบัติตามเพื่อจะพิสูจน์ว่าเมื่อนั่งครบเวลาแล้วอาการเจ็บปวดที่ รุนแรงทรมานที่สุดนั้นจะหายไปอย่างปลิดทิ้ง ต้องอดทนต่อการเจ็บปวดมากแต่แล้วได้พบว่า จริง เมื่อครบเวลาแล้วอาการเจ็บปวดทรมานนั้นหายไปจริง ข้าพเจ้าเริ่มศรัทธาต่อการนั่งกรรมฐาน ข้าพเจ้าได้นั่งปฏิบัติกรรมฐานทนต่ออาการเจ็บปวดจนครบเวลาถึง ๓ รอบ แล้วรอบต่อ ๆ ไปจนถึงวันที่ ๑๔ อาการเจ็บปวดทรมานหายไป เมื่อไม่มีอาการเจ็บปวดหรือได้ผ่านเวทนาแล้ว เรามีความสงบ มีสติอารมณ์ ตามกริยาอาการเคลื่อนไหวของเราได้ดีมาก การผิดพลาดเผลอเรอหมดไป
จากการที่สติตามอารมณ์ต่าง ๆ การเคลื่อนไหวได้ รู้สึกมีความสงบ มีความสุขที่บรรยายไม่ถูก มีประโยชน์มาก ทำให้เราคิดเราปฏิบัติได้ดีเสมือนเวลากลางคืนดึก ๆ ความสงบทำให้เราได้ยินเสียงไกล ๆ ฉะนั้นเมื่อเราสงบมีสติ ทำให้เราคิดได้ดีได้ไกล ข้าพเจ้ายอมรับว่าได้ประโยชน์จากการนั่งปฏิบัติกรรมฐาน ทำให้มีสติในการควบคุมอารมณ์ อากัปกริยา ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติต่อเนื่องและได้กำหนดวันไว้ทุกเดือน ๆ ละ ๓ วัน ที่จะมาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน ทั้งที่ปฏิบัติที่บ้านทุกวัน เพราะมาปฏิบัติที่วัดปฏิบัติได้เต็มที่ ดีกว่าที่บ้าน ไม่มีเรื่องงานเรื่องคนมาขอพบ
วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ คุณดวงตา ตุงคะมณี พิธีกรรายการผู้หญิงอยากรู้ ได้มาถ่ายทำรายการเรื่อง "การนั่งกรรมฐานแก้กฎแห่งกรรมได้หรือไม่" ข้าพเจ้าได้ไปพบผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรมสามัญในจังหวัดสุพรรณบุรีทุกโรงเรียน บางโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา รวม ๔๒ โรงเรียน เพื่อเยี่ยมสวัสดีปีใหม่ พร้อมทั้งเชิญให้ชมรายการ เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจในการนั่งปฏิบัติกรรมฐาน จะได้แนะนำนักเรียนได้ต่อไป อ่านต่อ..
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553
เรื่อง เหินฟ้าใช้กรรม
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง เหินฟ้าใช้กรรม
โดย พลตรี วสันต์ พานิช
ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับคณะตรวจเยี่ยมหน่วย โดยมีรองเสธ.ทหาร (๓) พล.อ.อ. วีระ ไทยกล้า เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง จุดมุ่งหมายเพื่อเยี่ยมหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่จังหวัดน่าน (นพค.๒๒) และชุดแพทย์เคลื่อนที่ทหารบก ซึ่งกำลังปฏิบัติงานรักษา พยาบาลประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่จังหวัด เพชรบูรณ์ (นพค.๒๖) คณะของเรา (๗ คน) ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๖ ระหว่างทางได้แวะวัดอัมพวัน เพื่อขอพรท่านพระครูภาวนาวิสุทธิ์ (พระราชสุทธิญาณมงคล ในปัจจุบัน) จะได้เดินทางโชคดีปลอดภัย ทุกคนเห็นด้วยจึงให้พลขับเลี้ยวรถเข้าวัดดังกล่าว มองดูเวลาประมาณ ๐๘.๔๕ นาฬิกา และพวกเราก็ได้พบท่านตามที่ตั้งใจไว้ ได้เล่าจุดมุ่งหมายในการเดินทางและขอพรจากพระคุณเจ้า
เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลเดินทางปลอดภัย หลวงพ่อท่านยิ้มและมอบพระเครื่องเนื้อผงขนาดเขื่อง ๆ ใหญ่หว่ากลักไม้ขีดไฟเล็กน้อย ภายในมีรูปปางประสูติ-ตรัสรู้ และปรินิพพาน สวยงามมาก ท่านสั่งให้ติดตัวไว้ ได้พรมน้ำพระพุทธมนต์และให้พรเดินทางโชคดีจงปลอดภัย ท่านมิได้พูดเป็นเลศนัยแต่อย่างใดเลย เมื่อได้เวลาพวกเราก็กราบลาท่านเพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดน่าน
ระหว่าง ปฏิบัติงานอยู่ที่น่าน วันหนึ่งข้าพเจ้าและคณะได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ บินลัดเลาะไปตามแนวถนนสายนายาว-บ่อเกลือใต้ เป็นเส้นทางบินที่เคยปฏิบัติการส่งกำลังบำรุงให้หน่วยทหารที่ตั้งอยู่ตามฐาน ยอดดอยต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ เมื่อ ฮ. บินไต่ระดับได้ระยะสูงประมาณ ๕,๐๐๐ ฟุต มาได้ไม่นานนัก ทหารที่นั่งอยู่ใกล้กับข้าพเจ้า ได้ยินเสียงคล้าย ๆ พลุแตก มีอะไรมาโดน ฮ. ทำให้มีอาการสั่นสะเทือน เจ้าหน้าที่ ฮ. ได้มองลงไปเบื้องล่างเห็นกลุ่มควันปืนและเสียงปืนที่ยิงขึ้นมาเป็นชุด ๆ จึงตะโกนบอกนักบินว่า "ฮ. ถูกยิง" "ฮ. ถูกยิง" จุด ที่ถูกซุ่มยิงบริเวณบ้านหลักลาย ประมาณ กม.ที่ ๓๓ นักบินมีสติดีจึงรีบดึงคันบังคับเพิ่มระยะความสูงและตีวงเลี้ยวกลับเพื่อจะ ไปลงสนามที่ศูนย์อพยพนายาว ในระหว่างถูกยิง พวกเราเป็นเป้าเคลื่อนที่อยู่นั้น เราหมดหนทางสู้เพราะไม่มีอาวุธอะไรติดตัวหรือติดเครื่อง ฮ. เลย ก็ได้แต่นึกภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อทั้งหลาย เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาง ช่วยคุ้มครองป้องกันให้พวกเราทั้งหมด ตลอดจน ฮ. ที่นั่งอยู่นี้จงปลอดภัยเถิด พวกเราไม่ชอบจะอยู่เป็นเจ้าพ่อในแถวถิ่นนี้ เมื่อ ฮ. แล่นลงแตะพื้นแล้วพวกเราโล่งอกโล่งใจไปตาม ๆ กัน นักบินได้ตรวจ ฮ. จนทั่วลำ ปรากฏว่าตอนท้ายลำตัวถูกกระสุนเจาะทะลุ ๒ รู เฉียดลวดสลิงบังคับเลี้ยว อีกนัดหนึ่งถูกเหล็กแกนหางทะลุ ไม่สามารถจะบินต่อไปได้ เป็นอันว่าหมดโอกาสไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ฐานพัฒนาการย่อยที่ ๒ ตามความตั้งใจไว้ได้ และในวันรุ่งขึ้นก็ได้ข่าวจากชาวบ้านหลักลาย (กม.๓๓) ว่า ผกค.ได้ปีนขึ้นต้นไม้สูง ใช้ปืนอาร์ก้ายิง ฮ. ที่บินผ่านมาพอดีและเข้าใจว่า ฮ. ได้ตกคนที่โดยสารมาเสียชีวิตหมดแล้ว
นักบินได้นำ ฮ. มาส่งพวกเราที่ฐานบินและได้ขึ้นรถไมโครบัสคู่ชีพ ไปซื้อเครื่องสังฆทานนำไปถวายเจ้าอาวาสวัดสถารศ เป็นการอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร วัดนี้เป็นวัดเก่า ซึ่งรองเสธ.ทหาร (๓) ได้เคยมาสร้างโบสถ์เอาไว้ในคราวมาสร้างสนามบินที่จังหวัดน่าน ในตอนค่ำได้ร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ พวกเรามีอารมณ์แจ่มใสเหมือนกับว่าได้ต่ออายุให้ยืนยาวต่อไปอีก
วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๖ ข้าพเจ้าและคณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ และพร้อมใจกันแวะวัดอัมพวัน ถึงวัดเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา พวกเราลงจากรถและรีบเข้าไปหาท่าน ก้มลงกราบและเล่าเรื่องเหตุการณ์สยองขวัญที่จังหวัดน่านให้ฟัง พระคุณเจ้าได้พูดว่า" "อาตมารู้แล้ว พวกท่านได้ชดใช้กรรมแล้ว ถ้าบอกก่อนไป ท่านกลัวอาจจะไม่ได้ใช้กรรมจะไม่มีผลงาน อาตมาคิดไว้ว่า ท่านจะต้องกลับมาที่นี่อีก จึงได้" เตรียมองให้สวดพระธรรมจักร เพื่อรับขวัญ ไว้พร้อมแล้ว ขอเชิญท่านเข้าโบสถ์เดี๋ยวนี้ อยู่ช้าจะดึก"พวกเราจึงเข้าไปฟังสวดพระธรรมจักรในโบสถ์ ซึ่งเสร็จประมาณ ๒๐ นาฬิกา และร่วมทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรอีกครั้งหนึ่ง ออกจากโบสถ์ท่านยังเลี้ยงอาหารอีก จึงนับว่าพระคุณเจ้าได้โปรดเมตตากรุณาต่อพวกเราเป็นอย่างมาก ไม่มีวันจะลืมเลือนไปได้เลย สมควรแก่เวลาก็กราบลาพระคุณเจ้าเดินทางกลับกรุงเทพฯ ของเราต่อไป อ่านต่อ..
โดย พลตรี วสันต์ พานิช
ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับคณะตรวจเยี่ยมหน่วย โดยมีรองเสธ.ทหาร (๓) พล.อ.อ. วีระ ไทยกล้า เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง จุดมุ่งหมายเพื่อเยี่ยมหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่จังหวัดน่าน (นพค.๒๒) และชุดแพทย์เคลื่อนที่ทหารบก ซึ่งกำลังปฏิบัติงานรักษา พยาบาลประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่จังหวัด เพชรบูรณ์ (นพค.๒๖) คณะของเรา (๗ คน) ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๖ ระหว่างทางได้แวะวัดอัมพวัน เพื่อขอพรท่านพระครูภาวนาวิสุทธิ์ (พระราชสุทธิญาณมงคล ในปัจจุบัน) จะได้เดินทางโชคดีปลอดภัย ทุกคนเห็นด้วยจึงให้พลขับเลี้ยวรถเข้าวัดดังกล่าว มองดูเวลาประมาณ ๐๘.๔๕ นาฬิกา และพวกเราก็ได้พบท่านตามที่ตั้งใจไว้ ได้เล่าจุดมุ่งหมายในการเดินทางและขอพรจากพระคุณเจ้า
เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลเดินทางปลอดภัย หลวงพ่อท่านยิ้มและมอบพระเครื่องเนื้อผงขนาดเขื่อง ๆ ใหญ่หว่ากลักไม้ขีดไฟเล็กน้อย ภายในมีรูปปางประสูติ-ตรัสรู้ และปรินิพพาน สวยงามมาก ท่านสั่งให้ติดตัวไว้ ได้พรมน้ำพระพุทธมนต์และให้พรเดินทางโชคดีจงปลอดภัย ท่านมิได้พูดเป็นเลศนัยแต่อย่างใดเลย เมื่อได้เวลาพวกเราก็กราบลาท่านเพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดน่าน
ระหว่าง ปฏิบัติงานอยู่ที่น่าน วันหนึ่งข้าพเจ้าและคณะได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ บินลัดเลาะไปตามแนวถนนสายนายาว-บ่อเกลือใต้ เป็นเส้นทางบินที่เคยปฏิบัติการส่งกำลังบำรุงให้หน่วยทหารที่ตั้งอยู่ตามฐาน ยอดดอยต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ เมื่อ ฮ. บินไต่ระดับได้ระยะสูงประมาณ ๕,๐๐๐ ฟุต มาได้ไม่นานนัก ทหารที่นั่งอยู่ใกล้กับข้าพเจ้า ได้ยินเสียงคล้าย ๆ พลุแตก มีอะไรมาโดน ฮ. ทำให้มีอาการสั่นสะเทือน เจ้าหน้าที่ ฮ. ได้มองลงไปเบื้องล่างเห็นกลุ่มควันปืนและเสียงปืนที่ยิงขึ้นมาเป็นชุด ๆ จึงตะโกนบอกนักบินว่า "ฮ. ถูกยิง" "ฮ. ถูกยิง" จุด ที่ถูกซุ่มยิงบริเวณบ้านหลักลาย ประมาณ กม.ที่ ๓๓ นักบินมีสติดีจึงรีบดึงคันบังคับเพิ่มระยะความสูงและตีวงเลี้ยวกลับเพื่อจะ ไปลงสนามที่ศูนย์อพยพนายาว ในระหว่างถูกยิง พวกเราเป็นเป้าเคลื่อนที่อยู่นั้น เราหมดหนทางสู้เพราะไม่มีอาวุธอะไรติดตัวหรือติดเครื่อง ฮ. เลย ก็ได้แต่นึกภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อทั้งหลาย เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาง ช่วยคุ้มครองป้องกันให้พวกเราทั้งหมด ตลอดจน ฮ. ที่นั่งอยู่นี้จงปลอดภัยเถิด พวกเราไม่ชอบจะอยู่เป็นเจ้าพ่อในแถวถิ่นนี้ เมื่อ ฮ. แล่นลงแตะพื้นแล้วพวกเราโล่งอกโล่งใจไปตาม ๆ กัน นักบินได้ตรวจ ฮ. จนทั่วลำ ปรากฏว่าตอนท้ายลำตัวถูกกระสุนเจาะทะลุ ๒ รู เฉียดลวดสลิงบังคับเลี้ยว อีกนัดหนึ่งถูกเหล็กแกนหางทะลุ ไม่สามารถจะบินต่อไปได้ เป็นอันว่าหมดโอกาสไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ฐานพัฒนาการย่อยที่ ๒ ตามความตั้งใจไว้ได้ และในวันรุ่งขึ้นก็ได้ข่าวจากชาวบ้านหลักลาย (กม.๓๓) ว่า ผกค.ได้ปีนขึ้นต้นไม้สูง ใช้ปืนอาร์ก้ายิง ฮ. ที่บินผ่านมาพอดีและเข้าใจว่า ฮ. ได้ตกคนที่โดยสารมาเสียชีวิตหมดแล้ว
นักบินได้นำ ฮ. มาส่งพวกเราที่ฐานบินและได้ขึ้นรถไมโครบัสคู่ชีพ ไปซื้อเครื่องสังฆทานนำไปถวายเจ้าอาวาสวัดสถารศ เป็นการอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร วัดนี้เป็นวัดเก่า ซึ่งรองเสธ.ทหาร (๓) ได้เคยมาสร้างโบสถ์เอาไว้ในคราวมาสร้างสนามบินที่จังหวัดน่าน ในตอนค่ำได้ร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ พวกเรามีอารมณ์แจ่มใสเหมือนกับว่าได้ต่ออายุให้ยืนยาวต่อไปอีก
วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๖ ข้าพเจ้าและคณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ และพร้อมใจกันแวะวัดอัมพวัน ถึงวัดเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา พวกเราลงจากรถและรีบเข้าไปหาท่าน ก้มลงกราบและเล่าเรื่องเหตุการณ์สยองขวัญที่จังหวัดน่านให้ฟัง พระคุณเจ้าได้พูดว่า" "อาตมารู้แล้ว พวกท่านได้ชดใช้กรรมแล้ว ถ้าบอกก่อนไป ท่านกลัวอาจจะไม่ได้ใช้กรรมจะไม่มีผลงาน อาตมาคิดไว้ว่า ท่านจะต้องกลับมาที่นี่อีก จึงได้" เตรียมองให้สวดพระธรรมจักร เพื่อรับขวัญ ไว้พร้อมแล้ว ขอเชิญท่านเข้าโบสถ์เดี๋ยวนี้ อยู่ช้าจะดึก"พวกเราจึงเข้าไปฟังสวดพระธรรมจักรในโบสถ์ ซึ่งเสร็จประมาณ ๒๐ นาฬิกา และร่วมทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรอีกครั้งหนึ่ง ออกจากโบสถ์ท่านยังเลี้ยงอาหารอีก จึงนับว่าพระคุณเจ้าได้โปรดเมตตากรุณาต่อพวกเราเป็นอย่างมาก ไม่มีวันจะลืมเลือนไปได้เลย สมควรแก่เวลาก็กราบลาพระคุณเจ้าเดินทางกลับกรุงเทพฯ ของเราต่อไป อ่านต่อ..
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553
เรื่อง สวดพระพุทธคุณแก้กรรม
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง สวดพระพุทธคุณแก้กรรม
(โรคเบาหวาน)
โดย ยงยุทธ สาธิตานนท์
ตามปกติผมจะเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวทั้งใกล้และไกลเป็นประจำ มีบางครั้งผมเคยขับรถยนต์ชนสุนัขที่วิ่งตัดหน้า จนได้รับบาดเจ็บขาหักก็มี ตามไปบ้างก็มี
เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๖ เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. ผมได้ขึ้นรถเครื่องให้หลานซ้อนท้ายไปธุระในตลาดอุทัยธานี ขากลับก่อนจะเข้าประตูบ้าน ลูกสุนัขที่เลี้ยงไว้วิ่งออกไปนอกบ้านและตัดหน้ารถที่ผมกำลังขับขี่อยู่ ผมหยุดรถเครื่องไม่ทัน ลูกสุนัขตัวนั้นจึงถูกรถทับกลางลำตัว เมื่อมันถูกทับแล้วยังอุตส่าห์พยายามวิ่งเข้าบ้าน แล้วมาล้มลงชักดิ้นชักงอตรงหน้าผม คล้าย ๆ จะให้ผมช่วย สายตาของมันแสดงถึงความเจ็บปวดอย่างสาหัสสากรรจ์ มันมองดูผมจนกระทั่งมันตายไปต่อหน้า นับเป็นภาพที่สะเทือนใจไม่น้อยเลย ผมได้รับคำสอนว่า ถ้าเราถนอมชีวิตผู้อื่นก็เสมือนถอนชีวิตเราเหมือนกัน ผมไม่ได้เจตนา สุนัขมาตัดหน้ารถเอง
ต่อมาวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๖ ผมมีธุระจะต้องนำหนังสือเชิญคณะกรรมการพุทธสมาคมจังหวัดอุทัยธานีมาประชุมประจำเดือน จึงขึ้นรถเครื่องตระเวนไปส่งหนังสือจนครบทุกคน แล้วรีบกลับบ้านเพื่อเตรียมงานการประชุมต่อไป ครั้นรถเครื่องของผมวิ่งมาถึงสี่แยกไฟแดงวัดสังกัสรัตนคีรี มีรถกระบะวิ่งสวนมาอย่างรีบร้อน หักพวงมาลัยเลี้ยวขวาอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะที่รถของผมกำลังวิ่งสวนมา จึงเกิดเฉี่ยวชนถูกขาขวาของผมหัก และมีบาดแผลที่ขาอีกหลายแห่ง ผมกระเด็นลงไปกลิ้งอยู่กับถนน แต่ไม่มีส่วนอื่นใดอีกที่ได้รับอันตราย รถเครื่องเสียหายเพียงเล็กน้อย รถยนต์ไม่เสียหายอะไรเลย ปรากฏว่าผู้ขับขี่รถยนต์เป็นผู้หญิงออกรถยนต์มาใหม่ ๆ คาดว่าชั่วโมงการขับขี่ยังมีน้อย เพราะก่อนหน้าสักวันหรือสองวันก็ปรากฏว่าขับชนเสาไฟฟ้ามาแล้ว คนขับเขาไม่มีเจตนา แต่เป็นเพราะผมขับรถช้าเอง มีผู้นำส่งโรงพยาบาลอุทัยธานี วันนั้นหมอกระดูกไม่อยู่ ต้องทรมานปวดอยู่อีก ๑ วัน วันรุ่งขึ้นจึงได้เข้าเฝือก คงจะเป็นกรรมที่ขับรถชนสุนัขขาหักกระมัง
ก่อนจะถูกรถชนครั้งนี้ เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่ผมไม่มีความสบายใจ ใจคอห่อเหี่ยวและหดหู่ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเป็นสิ่งที่ไม่น่าดู เห็นผู้คนแปลกหน้าไปหมด เบื่อสังคม ดูโลกไม่สดชื่นเลย นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ ประเดี๋ยวก็ตื่น นอนหลับไม่ถึง ๓๐ นาทีก็ตื่นแล้ว ผมไม่ทราบว่าเป็นอะไร จึงต้องขอพึ่งพระรัตนตรัย เข้าห้องพระสวดมนต์ ทำสมาธิ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และแผ่เมตตา ทำให้นอนหลับในห้องพระนั้นได้บ้าง เป็นที่กังขาของแม่บ้านเป็นยิ่งนัก ซักไซ้หาสาเหตุ ผมก็ไม่สามารถจะบอกได้
แต่ก็นับเป็นสิ่งที่แปลกมากอยู่เหมือนกัน เมื่อผมถูกรถชนแล้ว ใจรู้สึกปลอดโปร่ง มีกำลังใจดี บอกกับบุตรภรรยาว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ผมไม่ห่วงอะไรแล้ว แม้จะพิการหรือถึงแก่ชีวิต เพราะมีอายุที่ได้ใช้มาคุ้มทุนแล้ว อายุที่อยู่ในปัจจุบันเป็นส่วนของกำไร จึงขอให้ทุกคนทำใจให้ได้
อนึ่งผมเป็นโรคเบาหวาน ตรวจพบตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ มีค่าน้ำตาลในโลหิต ๒๐๕ มิลลิกรัมต่อดีแอล หมดสั่งให้รับประทานยาเป็นประจำ แต่ก็ไม่ยอมลด เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้นอกจากรักษาโรคกระดูกหักแล้วยังต้องรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย เข้าโรงพยาบาลรักษาแผลเป็นเวลาได้ ๑ เดือนแล้ว บาดแผลที่ขาก็ไม่หายและมีทีท่าว่าจะติดเชื้อ ตรวจโลหิตเบาหวานก็ไม่ยอมลด ฉายเอกซเรย์ดูกระดูก ปรากฏว่าไม่ยอดติดกันเลย จึงสอบถาม นายแพทย์ชยันตร์ ตันวัฒนกุล ซึ่งท่านเป็นหมอประจำตัว ว่าจะต้องถูกตัดขาหรือไม่ หมอตอบว่ามีทางเป็นไปได้ในระหว่างนี้อยู่ในเกณฑ์ ๕๐% หมอจึงทำการผ่าตัดโดยนำเอาเนื้อที่สะโพกไปปะแผลที่ขาทั้ง ๓ แผล
ในระหว่างพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลครั้งนี้ ผมใช้เวลาให้หมดไปด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ มีหนังสือของหลวงพ่อที่รวบรวมไว้ หนังสือวิปัสสนากรรมฐานของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ. ๙) วัดมหาธาตุ และของท่านอื่น ๆ อีกมาก เมื่อทราบว่ามีโอกาสที่จะถูกตัดขาทิ้งกลายเป็นคนพิการในไม่ช้านี้ ก็ระลึกถึงหลวงพ่อ ขอให้ท่านช่วยด้วย บังเกิดแรงดลใจนำหนังสืออานิสงส์ของการสวดพุทธคุณของหลวงพ่อมาทบทวน และปฏิบัติตามทันที
ตามปกติก่อนนอนผมก็สวดมนต์เป็นนิตย์ ตั้งจิตภาวนาเป็นประจำ อโหสิกรรมทุกวันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เพิ่มการสวดบทพาหุงมหากา คาถาชินบัญชร และสวดพุทธคุณเท่าอายุเพิ่มเข้าไปอีก ผมอายุ ๖๗ ปี สวนพุทธคุณ ๖๘ จบ จิตใจปราศจากการฟุ้งซ่านเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนเท่ห์ คือ แผลที่ขา ๓ แผลนั้น แผลใหญ่ ๒ แผลเนื้อที่นำมาปะนั้นติดกันดี ส่วนแผลเล็กอีกหนึ่งแผลไม่ยอมรับเนื้อใหม่ แต่แสดงอาการดีขึ้น รักษาแผลตอนนี้ใช้เวลาอีก ๑ เดือน บาดแผลใหญ่น้อยก็หาย เมื่อไปฉายเอกซเรย์ดูอีกครั้ง ปรากฏว่ากระดูกยังไม่ยอมติด เพราะบอบช้ำมาก มีบางส่วนหักป่นไป หมอจึงนำเข้าห้องผ่าตัดน้ำกระดูกเชิงกรานไปต่อกระดูกที่ขา และนำเหล็กไปดามกระดูกไว้ ผ่าตัดครั้งนี้มีแผลที่ขายาว ๑๕ เซนติเมตร และแผลที่เชิงกรานยาว ๘ เซนติเมตร พอครบ ๑๐ วัน ก็สามารถตัดไหมออกได้ บาดแผลไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเลย ผมพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา ๙๐ วันพอดี ก็ออกมาพักฟื้นอยู่กับบ้านอีก ๒ เดือน จึงทำการผ่าตัดเอาเฝือกออก ปัจจุบันสามารถเดินได้โดยไม่ต้องมีไม้ค้ำยืน แต่ยังคงเดินไม่ได้ดีเหมือนเก่า หมอจึงสั่งให้ทำกายภาพบำบัดต่ออีกสักระยะหนึ่ง
ผมรอดพ้นจากการถูกตัดขาทิ้งเพราะโรคเบาหวานไปได้นี้ ส่วนหนึ่งเป็นด้วย อำนาจของการสวดพุทธคุณเท่าอายุบวกหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งด้วยการเอาใจใส่ดูแลของ นายแพทย์ชยันต์ ตันวัฒนกุล หมอโรคกระดูกและเป็นหมอประจำตัวของผมเป็นอย่างดีด้วย ผมจึงขอขอบพระคุณหลวงพ่อที่แนะนำเผยแพร่หลักการสวดพุทธคุณให้ปรากฏแก่มหาชน ขอกราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง ผู้ใดที่มีทุกข์เพราะโรคภัยเบียดเบียนก็ดี ทุกข์เพราะความผิดหวังก็ดี ทุกข์เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็ดี ขอให้ลองระลึกถึงหลวงพ่อและสวดบทพุทธคุณเท่าอายุบวกหนึ่งเป็นประจำ อาจจะได้รับผลอย่างที่ผมได้ปฏิบัติมา
ผมได้รับทุกข์เพราะรถชนครั้งนี้ คิดว่าเป็นกรรมที่ทำไว้ตามมาให้ผล สมดังที่พระพุทธองค์ดำรัสว่า เราทำดีก็ตาม ทำชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
กรรมเก่าเป็นของแก้ไม่ได้ เพราะแล้วไปแล้ว แต่กรรมที่จะทำใหม่ บุคคลควรละฝ่ายชั่วเสีย ทำแต่กรรมดี กิเลสนั้นเมื่อคนสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดเรื่อง ส่วนเรื่องกรรมนั้นถึงสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ถ้ายังไม่นิพพาน ก็ยังต้องเสวยผลของกรรมเก่า ต่อเมื่อนิพพานแล้วจึงจบเรื่องกรรม กมฺมสฺส โกมหิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน
นายยงยุทธ สาธิตานนท์
๔๔ ถ.ศรีน้ำซึม ต. อุทัยใหม่
อ.เมือง จ.อุทัยธานี ๖๑๐๐๐
โทร (๐๕๖) ๕๑๑๓๖๒ อ่านต่อ..
(โรคเบาหวาน)
โดย ยงยุทธ สาธิตานนท์
ตามปกติผมจะเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวทั้งใกล้และไกลเป็นประจำ มีบางครั้งผมเคยขับรถยนต์ชนสุนัขที่วิ่งตัดหน้า จนได้รับบาดเจ็บขาหักก็มี ตามไปบ้างก็มี
เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๖ เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. ผมได้ขึ้นรถเครื่องให้หลานซ้อนท้ายไปธุระในตลาดอุทัยธานี ขากลับก่อนจะเข้าประตูบ้าน ลูกสุนัขที่เลี้ยงไว้วิ่งออกไปนอกบ้านและตัดหน้ารถที่ผมกำลังขับขี่อยู่ ผมหยุดรถเครื่องไม่ทัน ลูกสุนัขตัวนั้นจึงถูกรถทับกลางลำตัว เมื่อมันถูกทับแล้วยังอุตส่าห์พยายามวิ่งเข้าบ้าน แล้วมาล้มลงชักดิ้นชักงอตรงหน้าผม คล้าย ๆ จะให้ผมช่วย สายตาของมันแสดงถึงความเจ็บปวดอย่างสาหัสสากรรจ์ มันมองดูผมจนกระทั่งมันตายไปต่อหน้า นับเป็นภาพที่สะเทือนใจไม่น้อยเลย ผมได้รับคำสอนว่า ถ้าเราถนอมชีวิตผู้อื่นก็เสมือนถอนชีวิตเราเหมือนกัน ผมไม่ได้เจตนา สุนัขมาตัดหน้ารถเอง
ต่อมาวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๖ ผมมีธุระจะต้องนำหนังสือเชิญคณะกรรมการพุทธสมาคมจังหวัดอุทัยธานีมาประชุมประจำเดือน จึงขึ้นรถเครื่องตระเวนไปส่งหนังสือจนครบทุกคน แล้วรีบกลับบ้านเพื่อเตรียมงานการประชุมต่อไป ครั้นรถเครื่องของผมวิ่งมาถึงสี่แยกไฟแดงวัดสังกัสรัตนคีรี มีรถกระบะวิ่งสวนมาอย่างรีบร้อน หักพวงมาลัยเลี้ยวขวาอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะที่รถของผมกำลังวิ่งสวนมา จึงเกิดเฉี่ยวชนถูกขาขวาของผมหัก และมีบาดแผลที่ขาอีกหลายแห่ง ผมกระเด็นลงไปกลิ้งอยู่กับถนน แต่ไม่มีส่วนอื่นใดอีกที่ได้รับอันตราย รถเครื่องเสียหายเพียงเล็กน้อย รถยนต์ไม่เสียหายอะไรเลย ปรากฏว่าผู้ขับขี่รถยนต์เป็นผู้หญิงออกรถยนต์มาใหม่ ๆ คาดว่าชั่วโมงการขับขี่ยังมีน้อย เพราะก่อนหน้าสักวันหรือสองวันก็ปรากฏว่าขับชนเสาไฟฟ้ามาแล้ว คนขับเขาไม่มีเจตนา แต่เป็นเพราะผมขับรถช้าเอง มีผู้นำส่งโรงพยาบาลอุทัยธานี วันนั้นหมอกระดูกไม่อยู่ ต้องทรมานปวดอยู่อีก ๑ วัน วันรุ่งขึ้นจึงได้เข้าเฝือก คงจะเป็นกรรมที่ขับรถชนสุนัขขาหักกระมัง
ก่อนจะถูกรถชนครั้งนี้ เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่ผมไม่มีความสบายใจ ใจคอห่อเหี่ยวและหดหู่ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเป็นสิ่งที่ไม่น่าดู เห็นผู้คนแปลกหน้าไปหมด เบื่อสังคม ดูโลกไม่สดชื่นเลย นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ ประเดี๋ยวก็ตื่น นอนหลับไม่ถึง ๓๐ นาทีก็ตื่นแล้ว ผมไม่ทราบว่าเป็นอะไร จึงต้องขอพึ่งพระรัตนตรัย เข้าห้องพระสวดมนต์ ทำสมาธิ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และแผ่เมตตา ทำให้นอนหลับในห้องพระนั้นได้บ้าง เป็นที่กังขาของแม่บ้านเป็นยิ่งนัก ซักไซ้หาสาเหตุ ผมก็ไม่สามารถจะบอกได้
แต่ก็นับเป็นสิ่งที่แปลกมากอยู่เหมือนกัน เมื่อผมถูกรถชนแล้ว ใจรู้สึกปลอดโปร่ง มีกำลังใจดี บอกกับบุตรภรรยาว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ผมไม่ห่วงอะไรแล้ว แม้จะพิการหรือถึงแก่ชีวิต เพราะมีอายุที่ได้ใช้มาคุ้มทุนแล้ว อายุที่อยู่ในปัจจุบันเป็นส่วนของกำไร จึงขอให้ทุกคนทำใจให้ได้
อนึ่งผมเป็นโรคเบาหวาน ตรวจพบตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ มีค่าน้ำตาลในโลหิต ๒๐๕ มิลลิกรัมต่อดีแอล หมดสั่งให้รับประทานยาเป็นประจำ แต่ก็ไม่ยอมลด เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้นอกจากรักษาโรคกระดูกหักแล้วยังต้องรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย เข้าโรงพยาบาลรักษาแผลเป็นเวลาได้ ๑ เดือนแล้ว บาดแผลที่ขาก็ไม่หายและมีทีท่าว่าจะติดเชื้อ ตรวจโลหิตเบาหวานก็ไม่ยอมลด ฉายเอกซเรย์ดูกระดูก ปรากฏว่าไม่ยอดติดกันเลย จึงสอบถาม นายแพทย์ชยันตร์ ตันวัฒนกุล ซึ่งท่านเป็นหมอประจำตัว ว่าจะต้องถูกตัดขาหรือไม่ หมอตอบว่ามีทางเป็นไปได้ในระหว่างนี้อยู่ในเกณฑ์ ๕๐% หมอจึงทำการผ่าตัดโดยนำเอาเนื้อที่สะโพกไปปะแผลที่ขาทั้ง ๓ แผล
ในระหว่างพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลครั้งนี้ ผมใช้เวลาให้หมดไปด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ มีหนังสือของหลวงพ่อที่รวบรวมไว้ หนังสือวิปัสสนากรรมฐานของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ. ๙) วัดมหาธาตุ และของท่านอื่น ๆ อีกมาก เมื่อทราบว่ามีโอกาสที่จะถูกตัดขาทิ้งกลายเป็นคนพิการในไม่ช้านี้ ก็ระลึกถึงหลวงพ่อ ขอให้ท่านช่วยด้วย บังเกิดแรงดลใจนำหนังสืออานิสงส์ของการสวดพุทธคุณของหลวงพ่อมาทบทวน และปฏิบัติตามทันที
ตามปกติก่อนนอนผมก็สวดมนต์เป็นนิตย์ ตั้งจิตภาวนาเป็นประจำ อโหสิกรรมทุกวันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เพิ่มการสวดบทพาหุงมหากา คาถาชินบัญชร และสวดพุทธคุณเท่าอายุเพิ่มเข้าไปอีก ผมอายุ ๖๗ ปี สวนพุทธคุณ ๖๘ จบ จิตใจปราศจากการฟุ้งซ่านเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนเท่ห์ คือ แผลที่ขา ๓ แผลนั้น แผลใหญ่ ๒ แผลเนื้อที่นำมาปะนั้นติดกันดี ส่วนแผลเล็กอีกหนึ่งแผลไม่ยอมรับเนื้อใหม่ แต่แสดงอาการดีขึ้น รักษาแผลตอนนี้ใช้เวลาอีก ๑ เดือน บาดแผลใหญ่น้อยก็หาย เมื่อไปฉายเอกซเรย์ดูอีกครั้ง ปรากฏว่ากระดูกยังไม่ยอมติด เพราะบอบช้ำมาก มีบางส่วนหักป่นไป หมอจึงนำเข้าห้องผ่าตัดน้ำกระดูกเชิงกรานไปต่อกระดูกที่ขา และนำเหล็กไปดามกระดูกไว้ ผ่าตัดครั้งนี้มีแผลที่ขายาว ๑๕ เซนติเมตร และแผลที่เชิงกรานยาว ๘ เซนติเมตร พอครบ ๑๐ วัน ก็สามารถตัดไหมออกได้ บาดแผลไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเลย ผมพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา ๙๐ วันพอดี ก็ออกมาพักฟื้นอยู่กับบ้านอีก ๒ เดือน จึงทำการผ่าตัดเอาเฝือกออก ปัจจุบันสามารถเดินได้โดยไม่ต้องมีไม้ค้ำยืน แต่ยังคงเดินไม่ได้ดีเหมือนเก่า หมอจึงสั่งให้ทำกายภาพบำบัดต่ออีกสักระยะหนึ่ง
ผมรอดพ้นจากการถูกตัดขาทิ้งเพราะโรคเบาหวานไปได้นี้ ส่วนหนึ่งเป็นด้วย อำนาจของการสวดพุทธคุณเท่าอายุบวกหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งด้วยการเอาใจใส่ดูแลของ นายแพทย์ชยันต์ ตันวัฒนกุล หมอโรคกระดูกและเป็นหมอประจำตัวของผมเป็นอย่างดีด้วย ผมจึงขอขอบพระคุณหลวงพ่อที่แนะนำเผยแพร่หลักการสวดพุทธคุณให้ปรากฏแก่มหาชน ขอกราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง ผู้ใดที่มีทุกข์เพราะโรคภัยเบียดเบียนก็ดี ทุกข์เพราะความผิดหวังก็ดี ทุกข์เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็ดี ขอให้ลองระลึกถึงหลวงพ่อและสวดบทพุทธคุณเท่าอายุบวกหนึ่งเป็นประจำ อาจจะได้รับผลอย่างที่ผมได้ปฏิบัติมา
ผมได้รับทุกข์เพราะรถชนครั้งนี้ คิดว่าเป็นกรรมที่ทำไว้ตามมาให้ผล สมดังที่พระพุทธองค์ดำรัสว่า เราทำดีก็ตาม ทำชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
กรรมเก่าเป็นของแก้ไม่ได้ เพราะแล้วไปแล้ว แต่กรรมที่จะทำใหม่ บุคคลควรละฝ่ายชั่วเสีย ทำแต่กรรมดี กิเลสนั้นเมื่อคนสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดเรื่อง ส่วนเรื่องกรรมนั้นถึงสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ถ้ายังไม่นิพพาน ก็ยังต้องเสวยผลของกรรมเก่า ต่อเมื่อนิพพานแล้วจึงจบเรื่องกรรม กมฺมสฺส โกมหิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน
นายยงยุทธ สาธิตานนท์
๔๔ ถ.ศรีน้ำซึม ต. อุทัยใหม่
อ.เมือง จ.อุทัยธานี ๖๑๐๐๐
โทร (๐๕๖) ๕๑๑๓๖๒ อ่านต่อ..
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)